D O W N L O A D - D O C U M E N T
# ชื่อรายการโหลด ประเภท Views โหลด
1 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับเห็ด โปสเตอร์ 20
2 ไวรัสนิปาห์ โปสเตอร์ 18
3 ยุงลายกับไข้เลือดออก โปสเตอร์ 19
4 ไข้หวัดใหญ่ โปสเตอร์ 16
5 โรคมือเท้าปาก โปสเตอร์ 18
6 กินเห็ดพิษ อันตรายถึงชีวิต โปสเตอร์ 22
7 งดแชร์ ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ โปสเตอร์ 22
8 โรคไข้เลือดออก โปสเตอร์ 47
9 โรคไข้เลือดออก สปอตร์วิทยุ 43

ที่มา : talkaboutsex.thaihealth

พ่อแม่ต้นแบบพฤติกรรมลูกน้อย thaihealth

เป็นธรรมดาที่พ่อแม่อาจมีความเครียดขึ้นได้เวลาเลี้ยงลูก อาจเนื่องจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน ความงอแง วุ่นวายหรือกวนใจของลูก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่เกิดอารมณ์เสียได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพ่อแม่จะรู้สึกเครียด อารมณ์เสียกับพฤติกรรมต่างๆ ของลูก แต่พ่อแม่ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ของตนให้ได้ เพราะการควบคุมอารมณ์ของพ่อแม่ และพฤติกรรมที่พ่อแม่แสดงออก จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของลูกในด้านการควบคุมอารมณ์ หากพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ลูกจะเรียนรู้แบบอย่างจากพ่อแม่ รวมถึงการแสดงอารมณ์และแสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับพ่อแม่ และจะเห็นได้ชัดเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ลูกจะไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง ก้าวร้าว แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาวัยรุ่นตีกันเช่นที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำ

แบบอย่างจากพ่อแม่ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ลูกรู้จักการควบคุมอารมณ์ของตน และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

ที่มา : หมอชาวบ้าน

เจ คืออะไร thaihealth

แฟ้มภาพ

“เทศกาลถือศีลเจ” หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “เทศกาลกินเจ” ได้เวียนมาเยือนอีกครั้ง ตามตึ้งหรือโรงเจของคนจีน ซึ่งมักอยู่ในย่าน “ไชน่าทาวน์” ก็เริ่มคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งจีนและไทย (ผู้รักที่จะมีส่วนร่วมกับทุกเทศกาลของทุกชาติอยู่แล้ว)

ร้านอาหารบางร้านที่เคยขายอาหารเนื้อสัตว์ตามปกติ ก็จะเปลี่ยนมาขายอาหารที่ผลิตขึ้นโดยปราศจากเนื้อสัตว์ เช่น พืชผักต่างๆ แทน เพื่อตอบสนองความต้องการของบรรดาผู้บริโภคที่เริ่มหันมาถือศีลเจ โดยงดการกินเนื้อสัตว์กันมากขึ้นในช่วงนั้น

เจ คืออะไร

คำว่า “เจ” หรือ “แจ” ซึ่งเป็นภาษาจีน คำนี้ได้มีผู้ให้คำจำกัดความเอาไว้หลายความหมายด้วยกัน แต่จะขอยกเอาความหมายซึ่งผู้รู้ท่านหนึ่งได้แปลไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก ดังนี้

  1. หมายถึง พุทธภาวะแห่งตน ซึ่งทุกคนมีอยู่แล้ว
  2. หมายถึง สัจจะมีหนึ่งเดียว การบำเพ็ญธรรมย่อมมีหนึ่ง ไม่มีสอง
  3. หมายถึง เข้าใจ
  4. หมายถึง ดาบสุริยัน (ซ้าย) และดาบจันทรา (ขวา) โดยใช้ดาบสุริยันเพื่อฟาดฟันสิ่งที่มากระทบสัมผัสภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะเมื่อมากระทบแล้วจะทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เช่น ดีใจ เศร้า ซึ่งอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้ดาบจันทราฟาดฟันให้หมดสิ้นไป
  5. หมายถึง หนทางขึ้นสู่เบื้องบน ต้องฝึกฝนให้จิตเบา ใส โปร่ง (ในที่นี้การขจัดล้างจิต)
  6. หมายถึง หนทางลงสู่เบื้องล่าง มันเป็นสิ่งขุ่น ข้น หนัก (ในที่นี้หมายถึงกิเลสที่พอกพูนในจิต)
  7. หมายถึง การก้าวเดินในแต่ละก้าว ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง

ทั้ง 7 ข้อนี้รวมความแล้วจึงมีความหมายว่า จงรู้ตื่นถึงสภาวะแห่งตนว่าคือ พุทธะ อันเป็นหลักเดียวเที่ยงแท้ ไม่เอนเอียง เมื่อเข้าใจถ่องแท้แล้ว จงหยิบใช้ดาบสุริยันและจันทราเพื่อฟาดฟันอุปสรรคแห่งการเดินสู่หนทางธรรมนั้นเสีย

ออกกำลังกาย
 
          ร่างกายของคนก็คล้ายกับรถยนต์คันหนึ่ง เพราะในขณะที่เราสามารถเลือกได้ว่ารถของเรานั้นจะเติมน้ำมัน เบนซิล หรือแก๊สโซฮอล์ ฯลฯ ร่างกายของคนเราก็สามารถเลือกใช้พลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวของมันเองอย่างน่ามหัศจรรย์

 

          เมื่อเราลุกขึ้นมาขยับร่างกายหรือออกกำลังกายในแบบต่าง ๆ พลังงานส่วนแรกที่ร่างกายสามารถนำมาใช้ ก็คือพลังงานที่สะสมอยู่ในเซลล์ เป็นพลังงานประเภท "ด่วนทันใจ" ภาษาคุณหมอจะเรียกกันว่าเป็นพลังงานเพื่อเอาตัวรอด เช่น คนจะเอาเข็มมาจิ้มหน้า ก้อนหินกำลังจะหล่นใส่หัว ฯลฯ เราจะกระพริบตาหรือรีบหลบปุ๊บปั๊บโดยอัตโนมัติ แต่พลังงานพวกนี้มีสะสมอยู่น้อย ร่างกายดึงมาใช้ได้แป๊บเดียวก็หมด ประมาณ 20 วินาทีเท่านั้น คือมาไวไปไวเหมือนจุดไม้ขีดไฟ ใช้ไม่นานก็จะหมดก้าน ต้องจุดก้านใหม่
 
          พลังงานส่วนถัดมาที่ถูกนำมาใช้ คือพลังงาน "อึดได้แต่ไม่นาน" เพราะได้จากการสลายไกลโคเจน ทำให้ได้พลังงานที่สูงและรวดเร็ว เป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ แต่การได้มาของพลังงานในส่วนนี้ อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดกรดแลคติกขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อเมื่อยล้าขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเป็นตะคริวได้หากไม่หยุดออกกำลังกายหรือไม่ผ่อนความหนักลง เป็นพลังงานส่วนที่ร่างกายจะนำมาใช้ในช่วง 20 วินาที ถึง 2 นาทีแรกของการออกแรงเท่านั้น แล้วก็จะลดลง ถ้าเปรียบก็เหมือนกับถ่านไฟฉาย คืออยู่ได้อึดกว่าแต่ถึงเวลาก็หมดอยู่ดี
 
          ถ้าเรายังคงออกกำลังต่อเนื่อง ก็มาถึงคราวพระเอกของเรา ที่เข้ามาช่วยรับช่วงต่อในขณะที่พลังงานถ่ายไฟฉายก็ยังทำอยู่แต่ลดน้อยลง พลังงานส่วนสุดท้าย นั่นก็คือพลังงาน "ไม่หนักแต่นาน" เป็นส่วนที่ได้จากการใช้ออกซิเจนในการสันดาปหรือเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดการการเผาผลาญไขมันที่สะสมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งพลังงานในระบบนี้ เปรียบได้กับแบตเตอรี่ที่ร่างกายมีอยู่มหาศาลและสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ร่างกายสามารถออกแรงได้เป็นเวลานาน ยิ่งถ้าออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 10 นาทีขึ้นไป ร่างกายก็จะใช้พลังงานในส่วนนี้ที่ได้จากการเผาผลาญไขมันอย่างเต็มที่ 
 
ออกกำลังกาย

          นี่จึงอาจเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า "ทำไมบางคนออกกำลังกายเท่าไรก็ไม่ผอมสักที" นอกจากออกแรงไป 10 แต่กินกลับเข้าไป 100 ก็คงไม่ผอมแล้ว ก็คงเพราะออกกำลังกายไม่ถึง 10 นาที เผลอใจหยุดพักหรือลดระดับการออกกำลังกายลง ทำไม่ต่อเนื่อง ร่างกายกำลังจะเข้าสู่การใช้พลังงานจากการเผาผลาญไขมัน ดันตกม้าตาย ทำให้ระบบการดึงเอาพลังงานออกมาใช้ของร่างกาย ต้องย้อนกลับไปใช้พลังงานจากส่วนแรก หรือส่วนที่สองสลับกันไปมา ไม่ได้ข้ามมาถึงการเผาผลาญไขมันเต็มๆกับเขาเสียที
 
ออกกำลังกาย
 
          คราวหน้าถ้าออกกำลังกายก็ฮึดสู้ให้เกิน 10 นาทีเลยนะ แล้วเริ่มเมื่อมีอาการเหนื่อยหอบ อย่าลืมแอบดีใจไปกับตัวเองด้วยว่า ร่างกายกำลังต้องการออกซิเจนมากขึ้น เพื่อการเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น และยิ่งถ้าทำรวม ๆ สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการกินแบบ 2:1:1 ด้วย ก็เตรียมโบกมือบอก..พุงจ๋าลาไปไกล ๆ ..แล้วอย่ากลับมาให้เห็นอีกเลย ..บัย !!!
      
          มารู้เคล็ดลับ ลดพุง ลดโรค เพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaihealthlifestyle.com

ที่มา : คู่มือส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิต สำหรับเด็กและเยาวชน เรื่อง Food & Fit สร้างชีวิตให้ Strong

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

แฟ้มภาพ

                การที่คนเราอ้วนขึ้นนั้นมีสาเหตุมากมาย ตั้งแต่ความผิดปกติบางอย่างทางพันธุกรรม การออกกำลังกายไปจนถึงการกินอยู่ ซึ่งสิ่งที่เราสามารถควบคุมสาเหตุของความอ้วนได้ดีที่สุด นั่นคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อความอ้วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง และการไม่ออกกำลังกาย

                วันนี้เว็บไซต์ สสส. จึงนำข้อมูลมาแบ่งปันว่าจะทำอย่างไร เราถึงจะห่างไกล “ความอ้วน” มาฝากกันค่ะ

สมดุลพลังงาน

ความอ้วน เกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกายที่เกิดจากการกิน หากเรากินอาหาร ซึ่งคือทางเข้าของพลังงานสู่ร่างกายเราเท่าๆ กับการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย น้ำหนักและรูปร่าง เราจะคงที่ไม่อ้วนขึ้นไม่ผอมลง

แต่หากเรากินมาก ร่างกายก็จะได้รับพลังงานมามาก บวกกับออกกำลังกายน้อยหรือขยับน้อย จะทำให้มีพลังงานเหลือสะสมอยู่มาก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำหนักที่มากขึ้นของเรานั่นเอง

ในทางกลับกัน หากกินให้น้อยรับพลังงานมาน้อยๆ และขยับให้มากขึ้น สมดุลของพลังงานจะเป็นลบ น้ำหนักของเราก็จะลดลงไปได้

ความสำคัญของสมดุลนี้คือพลังงาน ไม่ใช่เรื่องของปริมาณเท่านั้น เพราะอาหารบางอย่างถึงแม้จะมีปริมาณน้อย แต่ก็แอบมีพลังงานที่สูงได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่จะทำให้คนที่บริโภคเข้าไปอ้วนง่ายขึ้น

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

ขนาดของปัญหาภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง

- ปัญหาเรื่องความอ้วน ทั้งอ้วน และอ้วนลงพุง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น ปัจจุบันเป็นปัญหาระดับประเทศและระดับโลกที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

- จากข้อมูลการสำรวจประชากรในประเทศไทยปี พ.ศ. 2552  พบว่า ภาคกลางมีสัดส่วนของคนที่อ้วนมากที่สุด โดยเฉพาะใน กทม. (44.6%)

- จากข้อมูลการสำรวจในภาคส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ประชากรไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น

พลังงานเท่าไร...? ไม่อ้วนลงพุง

อาหารมีความจำเป็นต่อร่างกายและมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์ หากขาดสารอาหารจะส่งผลให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีพลังงานหรือสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด แต่ในทางตรงกันข้ามหากเรารับประทานอาการมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

ปริมาณของอาหารที่คนไทยควรรับประทานใน 1 วัน

- เด็กอายุ 6-13 ปี / ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี / ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- วัยรุ่นอายุ 14-25 ปี / ผู้ชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี ควรได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- เกษตรกร / นักกีฬา / ผู้ใช้แรงงาน ควรได้รับพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

แม้ว่าโรคอ้วนจะเป็นโรคที่อันตรายและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย แต่เราสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดได้ เพียงแค่รับประทานอาหารที่ถูกต้อง มีคุณประโยชน์ ให้ตรงกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน กินให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ถูกความอ้วนคุกคามอีกต่อไป

ยาขับประจำเดือน
 

          ยาสตรีที่คนนิยมทานบำรุงเลือดและขับประจำเดือนมักถูกคนเข้าใจว่ากินแล้วจะช่วยขับเลือด ทำให้เด็กในครรภ์แท้งได้ แล้วข้อเท็จจริงคืออย่างไรกันแน่ ?

          หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าทานยาสตรีที่มีฤทธิ์ช่วยขับประจำเดือนจะทำให้ทารกในครรภ์แท้งได้ กลับกลายเป็นทำให้เด็กสาวบางคนที่อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม คิดใช้วิธีนี้ทำแท้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทานยาสตรีจะทำให้แท้งได้จริง ๆ หรือ แล้วจะมีอันตรายต่อร่างกายไหม ทางเพจ เฟซบุ๊ก  Woman's story by Dr. Thor ได้ไขข้อสงสัยเรื่องนี้ให้ผู้หญิงทุกคนทำความเข้าใจให้ถูกต้องค่ะ
 

ยาขับประจำเดือน


          คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อ "ยาสตรี" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นยาสำหรับผู้หญิง มีหลายยี่ห้อมาก ๆ ที่ดัง ๆ ก็เช่น ยาสตรีเพ็ญ_าค ยาสตรีเบนโ_ สรรพคุณมากมาย ช่วยบำรุงเลือดลมให้ไหลเวียนดี ช่วยขับเลือดให้ประจำเดือนมาปกติ
 

 

          ด้วยเหตุนี้จึงมีคนนำมากินเพื่อหวังผลจะขับเลือดตอนท้องให้แท้งออกไป เพราะคิดว่าเด็กก็คือ "ก้อนเลือด" เหมือนกับประจำเดือน แต่มันจะแท้งได้จริงหรือเปล่า ? และกินแล้วจะส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไร เรามาดูกัน

          ส่วนประกอบของยาสตรีนั้นสกัดมาจากสมุนไพรมากมายหลายชนิด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

          กลุ่มที่ 1 ออกฤทธิ์ขับลม บำรุงร่างกาย บำรุงเลือด เช่น น้ำมันสะระแหน่ ดอกคำฝอย ชะเอม ขิง เป็นต้น กลุ่มนี้ไม่ได้มีผลกับการขับเลือดประจำเดือนแต่อย่างใด

          กลุ่มที่ 2 ออกฤทธิ์ฮอร์โมน เช่น ว่านชักมดลูก กวาวเครือขาว เป็นต้น กลุ่มนี้กินแล้วกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ก็คล้าย ๆ กับยาปรับฮอร์โมนที่หมอให้กินนั่นแหละ พอหยุดกิน 2-3 วัน ฤทธิ์ฮอร์โมนหมดไปก็จะมีประจำเดือนมาไง แต่ในคนท้องจะมีการสร้างฮอร์โมนออกมาเองตลอดเวลา ดังนั้นถึงแม้จะกินยาสตรีเข้าไปมากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำให้เลือดออกจนแท้งได้หรอกครับ

          แต่ทำไมเคยเห็นคนรู้จักบางคน เขาบอกว่ากินแล้วแท้งจริง ๆ ล่ะ ? ก็อาจเป็นเหตุบังเอิญว่าเขาจะแท้งอยู่แล้วครับ เพราะคนทั่วไปที่ท้องก็มีโอกาส 10-15% ที่เกิดการแท้งได้อยู่แล้ว หรือไม่ก็มโนเองว่าท้องอยู่ ยังไม่กล้าตรวจการตั้งครรภ์ก็กินยาสตรีเลย พอเลือดออกก็คิดเอาเองว่าแท้งไป

          กลุ่มที่ 3 แอลกอฮอล์ ใช้สกัดตัวยาจากสมุนไพรออกมา คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ายาสตรีมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย และแอลกอฮอล์นี่แหละที่เป็นปัญหาถ้าคนท้องกินเข้าไป ถ้ากินนิดเดียวก็อาจไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่ถ้ากินเยอะ ๆ บางคนกินแล้วไม่แท้งก็กินไปเรื่อย ๆ อีก ผลก็คือลูกในท้องจะมีความผิดปกติของสมอง ใบหน้า การเจริญเติบโต และอีกมากมายครับ

         สรุปคือกินแล้วนอกจากไม่แท้ง แถมถ้าคลอดออกมาก็ได้ลูกที่พิการอีกต่างหาก

          ดังนั้นสาว ๆ ที่ประจำเดือนไม่มาหรือคาดว่าจะท้อง สิ่งที่ควรทำอันดับแรกก็คือตรวจการตั้งครรภ์ก่อนนะครับ ไม่ใช่กินยาสตรีไปก่อนเลย ถ้าไม่ท้องก็มาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาต่อไป แล้วถ้าท้องล่ะ ? ก็มาปรึกษาแพทย์เหมือนกันครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกต่อไป ^^

          ด้วยความห่วงใยและอยากให้ผู้หญิงไทยมีสุขภาพดี

        
ที่มา : www.kapook.com

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เตือนหญิงไทยจากภัยร้ายมะเร็งเต้านม thaihealth

แฟ้มภาพ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม พบกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แนะให้หญิงไทยตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งหากพบความผิดปกติ   รีบปรึกษาแพทย์ มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นสามารถรักษาหายได้

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กรมการแพทย์กล่าวว่า เดือนตุลาคม   เป็นเดือนรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมทั่วทั้งโลกเพื่อให้ตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคมะเร็งเต้านม เนื่องด้วยมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในหญิงไทยและสตรีทั่วโลก และประเทศไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลในปี 2554 พบผู้ป่วยรายใหม่ 12,613 คน หรือคิดเป็นอุบัติการณ์ 28.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่  มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน หรือเคยมีประวัติผ่าตัดเต้านมและมีผลชิ้นเนื้อผิดปกติ  มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี เคยรับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก ก่อนอายุ 30 ปี การดื่มแอลกอฮอล์  และใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนานกว่า5ปี

สำหรับวิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนและควรได้รับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นประจำทุกปี ถ้าพบความผิดปกติต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา หากพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก มีโอกาสรักษาหายขาดสูง ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nci.go.th และMobile Application รู้ทันโรคมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

นายแพทย์อาคมชัย วีระวัฒนะ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการลดความเสี่ยง สามารถทำได้โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่  ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยง อาหารหมักดอง อาหารเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอดจนไหม้เกรียม ควรลดความเครียด  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน และหลีกเลี่ยงการใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิง นอกจากนี้ก็ควรค้นหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรกโดยการตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอทุกเดือน ตรวจจากแพทย์เป็นประจำทุกปี และควรตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านม( แมมโมแกรม)ในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไปก็จะช่วยค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก็ขอให้รีบเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรฐานอย่าปล่อยทิ้งไว้หรือไปรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

C O P Y - R I G H T @ 2 0 1 6   P R A S A T - H O S P I T A L   D E V  B Y  :  K I A T T H A N A P A T