D O W N L O A D - D O C U M E N T
# ชื่อรายการโหลด ประเภท Views โหลด
1 PM 2.5 โปสเตอร์ 24
2 ไข้หวัดใหญ่ โปสเตอร์ 29
3 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับเห็ด โปสเตอร์ 73
4 ไวรัสนิปาห์ โปสเตอร์ 70
5 ยุงลายกับไข้เลือดออก โปสเตอร์ 85
6 ไข้หวัดใหญ่ โปสเตอร์ 65
7 โรคมือเท้าปาก โปสเตอร์ 68
8 กินเห็ดพิษ อันตรายถึงชีวิต โปสเตอร์ 72
9 งดแชร์ ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ โปสเตอร์ 71

เรื่องโดย: เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก: หนังสือโซเดียมปีศาจร้าย ทำลายสุขภาพ

ให้สัมภาษณ์โดย: ดร.นพ.ไพโรจน์  เสาน่วม  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.

ภาพโดย: นัฐพร ชุ่มลือ Team Content www.thaihealth.or.th  และแฟ้มภาพ

ดูฉลากโภชนาการให้เป็น ลดเค็ม ลดโรค thaihealth

ซองขนมสีสันสดใส ตั้งเรียงรายบนชั้นวางของภายในร้านสะดวกซื้อ ล่อตาล่อใจทุกเพศทุกวัย ทั้งรสชาติที่แปลกใหม่และรสชาติที่คุ้นเคยให้เลือกหยิบลงตะกร้าได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุผลสั้นๆ ที่ว่า ‘อร่อยดี’

รู้หรือไม่ นอกจากความอร่อยแล้ว ขนมขบเคี้ยวในมือของคุณยังแฝงไปด้วยโซเดียม ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง และไตวายในที่สุด

ดูฉลากโภชนาการให้เป็น ลดเค็ม ลดโรค thaihealth

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำการบริโภคโซเดียมที่เหมาะสม  ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน  หรือเทียบเท่าเกลือ 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชา  ในขณะที่ผู้ใหญ่ไทยบริโภคโซเดียมสูงกว่าที่กำหนด 2 เท่า สิ่งที่น่าจับตามองคือ เด็กไทยบริโภคโซเดียมเกิน 5 เท่า  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานพันธมิตร จึงร่วมประกาศเจตนารมณ์ แก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กติดเค็ม โดยตั้งเป้าหมายลดเค็มให้ได้ 30 % ภายในปี 2568 เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอนาคต

ดูฉลากโภชนาการให้เป็น ลดเค็ม ลดโรค thaihealth

หนึ่งในพฤติกรรมติดเค็มของเด็ก มาจากการปรุงอาหารของผู้ปกครอง โดย ดร.นพ.ไพโรจน์  เสาน่วม  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ให้คำแนะนำพ่อแม่ในการเลือกอาหารและขนมให้ลูกว่า  พ่อแม่สามารถบอกให้ลูกรู้ถึงคุณประโยชน์ของอาหารแต่ละประเภท เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว สิ่งสำคัญคือ ต้องดูฉลากปริมาณโซเดียมหรือแบ่งบริโภคต่อมื้อให้เป็น ไม่ควรบริโภคจนหมดซองในมื้อเดียว    รวมทั้งควรสร้างวินัยในการบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ  ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องขนมขบเคี้ยวและอาหารให้พี่เลี้ยง  และส่งเสริมการบริโภคผักผลไม้ เป็นต้น

วิธีสังเกตปริมาณและคำนวณโซเดียม

ข้อมูลโภชนาการด้านข้างหรือหลังซองอาหาร จะบ่งบอกว่า ภายในบรรจุภัณฑ์นี้ มีปริมาณโซเดียมเท่าไหร่ สิ่งที่ควรสังเกตต่อมาคือ ต้องดูที่จำนวนหน่วยบริโภคต่อซองด้วย  เช่น ขนมมันฝรั่งทอดยี่ห้อหนึ่ง ระบุว่า  มีโซเดียม 170 มก. ในขณะที่ จำนวนหน่วยบริโภคต่อซอง  คือ 2 สรุปได้ว่า  ขนมถุงนี้ ควรที่จะแบ่งบริโภค 2 ครั้ง แต่ถ้าบริโภคหมดในครั้งเดียว ก็จะได้รับโซเดียม 170 x 2 = 340 มิลลิกรัม นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีฉลากโภชนาการอีกแบบที่เรียกว่า ‘ฉลาก หวาน มัน เค็ม’ อยู่หน้าซองขนมโดยจะบอกปริมาณพลังงาน  น้ำตาล  ไขมัน  และโซเดียม ซึ่งคิดเป็นปริมาณต่อถุงอยู่แล้ว  จึงสามารถสังเกตได้และง่ายในการเลือกซื้อ แต่ทางที่ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยวหรือเลือกขนมที่มีโซเดียมน้อย ๆ จะดีกว่า

ดูฉลากโภชนาการให้เป็น ลดเค็ม ลดโรค thaihealth

ยังมีวิธีลดโซเดียมแบบง่าย ๆ ที่รับรองว่าหากพิถีพิถันในการเลือกบริโภค จะทำให้ห่างไกลเค็มและห่างไกลโรค ได้ไม่ยาก   

1.หากปรุงอาหารเอง ควรลดปริมาณเครื่องปรุงในอาหาร เช่น น้ำปลา  ซอสปรุงรส  ซีอิ๊ว น้ำมันหอย  ผงชูรส  และควรตวงก่อนปรุงทุกครั้ง

2.หากกินข้าวนอกบ้าน  หลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม จากเครื่องปรุงต่าง ๆ  และไม่ควรซดน้ำแกงหรือน้ำซุปจนหมด  เพราะโซเดียมจากเครื่องปรุงต่างๆ จะละลายอยู่ในน้ำแกงและน้ำซุป  หากเป็นไปได้ควรประกอบอาหารกินเองแทนการกินข้าวนอกบ้าน

3.หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด อาหารหมักดอง-แช่อิ่ม  อาหารแปรรูป  อาหารสำเร็จรูป  อาหารกระป๋อง  อาหารแช่แข็ง  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว  หรือเลือกกินอาหารธรรมชาติ  แต่ถ้าจำเป็นต้องกิน  ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง และเลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

4.ควรลดการกินขนมหวานที่มีโซเดียม เช่น กล้วยบวชชี  ขนมอบทุกชนิดที่ใส่ผงฟู เช่น ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ โดนัท เป็นต้น

ประโยชน์ของฉลากโภชนาการ ไม่ได้ระบุเฉพาะข้อมูลของโซเดียมเท่านั้น แต่ยังระบุข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกบริโภคอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ก่อนจะหยิบซื้อ อาหาร ขนมขบเคี้ยว ลงตะกร้า ลองหมั่นตรวจเช็คข้อมูลโภชนาการจากฉลากโภชนาการให้เป็นนิสัย เพื่อควบคุมปริมาณโซเดียมให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองและคนในครอบครัว

ที่มา : จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับ สร้างสุข ปีที่ 14 ฉบับที่ 200 มิถุนายน 2561

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

พิษร้ายของ ?นิโคติน? thaihealth

ในบุหรี่มีสารตัวร้ายที่ชื่อว่า “นิโคติน” แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักพิษภัยของมันโดยถ่องแท้ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าทุกครั้งที่เราสูดควันเข้าไป ไม่ว่าจะสูบเองหรือรับควันมือสองก็ตาม “นิโคติน” นั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบในร่างกายของเราอย่างไรบ้าง

1.ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น นิโคตินทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจเพิ่มมากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น และหัวใจบีบตัวแรงขึ้น ทำให้หัวใจต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น

2. ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง นิโคตินทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยลงแม้ในภาวะที่หัวใจต้องการเลือดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคนที่หลอดเลือดแข็งตัวจากโรคความดันสูงหรือสูบบุหรี่

3. ทำให้ความดันสูงขึ้น ในคนที่เป็นโรคความดันสูง นิโคตินจะยิ่งทำให้ความดันเพิ่มขึ้น และต้องใช้ยาแรงขึ้นในการรักษาความดัน

4. นิโคตินส่งผลกระทบต่อไขมันในเลือด การสูบบุหรี่ทำให้ระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้ไขมันชนิดดีลดลง นิโคตินทำให้สารที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมเร็ว

5. นิโคตินทำให้แผลหายช้า การสูบบุหรี่ทำให้แผลบนผิวหนังหายช้า จากการที่นิโคตินทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงผิวหนังหดตัว ทำให้ผิวหนังได้รับออกซิเจนน้อยลง แผลก็จะหายช้า

6. ทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะ นิโคตินทำให้น้ำย่อยจากถุงน้ำดีไหลย้อนเข้าสู่กระเพาะ และการหลั่งสารที่เป็นด่างลดลง ทำให้อาการกรดไหลย้อนเป็นมากขึ้น เกิดแผลในกระเพาะ

7. กระตุ้นให้เนื้อมะเร็งโตเร็วขึ้น สารนิโคตินมีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้เนื้อมะเร็งโตเร็วขึ้น

8. นิโคตินมีผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ทำให้ทารกได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลง ทำให้น้ำหนักตัวของทารกน้อยลง มีความผิดปกติในโครงสร้างและการทำงานของสมองทารกในครรภ์

9. นิโคตินอันตรายต่อทารกแรกเกิด จากการทดลองที่ให้หนูซึ่งตั้งครรภ์ได้รับนิโคติน พบว่ามีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดความผิดปกติทางสมองของลูกหนูที่คลอดออกมา ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทารกที่เสียชีวิตกะทันหัน

รู้พิษร้ายของบุหรี่ขนาดนี้แล้ว คุณพร้อมจะยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เลิกบุหรี่แล้วหรือยัง

ที่มา : talkaboutsex.thaihealth

พ่อแม่ต้นแบบพฤติกรรมลูกน้อย thaihealth

เป็นธรรมดาที่พ่อแม่อาจมีความเครียดขึ้นได้เวลาเลี้ยงลูก อาจเนื่องจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน ความงอแง วุ่นวายหรือกวนใจของลูก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่เกิดอารมณ์เสียได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพ่อแม่จะรู้สึกเครียด อารมณ์เสียกับพฤติกรรมต่างๆ ของลูก แต่พ่อแม่ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ของตนให้ได้ เพราะการควบคุมอารมณ์ของพ่อแม่ และพฤติกรรมที่พ่อแม่แสดงออก จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของลูกในด้านการควบคุมอารมณ์ หากพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ลูกจะเรียนรู้แบบอย่างจากพ่อแม่ รวมถึงการแสดงอารมณ์และแสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับพ่อแม่ และจะเห็นได้ชัดเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ลูกจะไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง ก้าวร้าว แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาวัยรุ่นตีกันเช่นที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำ

แบบอย่างจากพ่อแม่ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ลูกรู้จักการควบคุมอารมณ์ของตน และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

ที่มา : หมอชาวบ้าน

เจ คืออะไร thaihealth

แฟ้มภาพ

“เทศกาลถือศีลเจ” หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “เทศกาลกินเจ” ได้เวียนมาเยือนอีกครั้ง ตามตึ้งหรือโรงเจของคนจีน ซึ่งมักอยู่ในย่าน “ไชน่าทาวน์” ก็เริ่มคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งจีนและไทย (ผู้รักที่จะมีส่วนร่วมกับทุกเทศกาลของทุกชาติอยู่แล้ว)

ร้านอาหารบางร้านที่เคยขายอาหารเนื้อสัตว์ตามปกติ ก็จะเปลี่ยนมาขายอาหารที่ผลิตขึ้นโดยปราศจากเนื้อสัตว์ เช่น พืชผักต่างๆ แทน เพื่อตอบสนองความต้องการของบรรดาผู้บริโภคที่เริ่มหันมาถือศีลเจ โดยงดการกินเนื้อสัตว์กันมากขึ้นในช่วงนั้น

เจ คืออะไร

คำว่า “เจ” หรือ “แจ” ซึ่งเป็นภาษาจีน คำนี้ได้มีผู้ให้คำจำกัดความเอาไว้หลายความหมายด้วยกัน แต่จะขอยกเอาความหมายซึ่งผู้รู้ท่านหนึ่งได้แปลไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก ดังนี้

  1. หมายถึง พุทธภาวะแห่งตน ซึ่งทุกคนมีอยู่แล้ว
  2. หมายถึง สัจจะมีหนึ่งเดียว การบำเพ็ญธรรมย่อมมีหนึ่ง ไม่มีสอง
  3. หมายถึง เข้าใจ
  4. หมายถึง ดาบสุริยัน (ซ้าย) และดาบจันทรา (ขวา) โดยใช้ดาบสุริยันเพื่อฟาดฟันสิ่งที่มากระทบสัมผัสภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะเมื่อมากระทบแล้วจะทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เช่น ดีใจ เศร้า ซึ่งอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้ดาบจันทราฟาดฟันให้หมดสิ้นไป
  5. หมายถึง หนทางขึ้นสู่เบื้องบน ต้องฝึกฝนให้จิตเบา ใส โปร่ง (ในที่นี้การขจัดล้างจิต)
  6. หมายถึง หนทางลงสู่เบื้องล่าง มันเป็นสิ่งขุ่น ข้น หนัก (ในที่นี้หมายถึงกิเลสที่พอกพูนในจิต)
  7. หมายถึง การก้าวเดินในแต่ละก้าว ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง

ทั้ง 7 ข้อนี้รวมความแล้วจึงมีความหมายว่า จงรู้ตื่นถึงสภาวะแห่งตนว่าคือ พุทธะ อันเป็นหลักเดียวเที่ยงแท้ ไม่เอนเอียง เมื่อเข้าใจถ่องแท้แล้ว จงหยิบใช้ดาบสุริยันและจันทราเพื่อฟาดฟันอุปสรรคแห่งการเดินสู่หนทางธรรมนั้นเสีย

ออกกำลังกาย
 
          ร่างกายของคนก็คล้ายกับรถยนต์คันหนึ่ง เพราะในขณะที่เราสามารถเลือกได้ว่ารถของเรานั้นจะเติมน้ำมัน เบนซิล หรือแก๊สโซฮอล์ ฯลฯ ร่างกายของคนเราก็สามารถเลือกใช้พลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวของมันเองอย่างน่ามหัศจรรย์

 

          เมื่อเราลุกขึ้นมาขยับร่างกายหรือออกกำลังกายในแบบต่าง ๆ พลังงานส่วนแรกที่ร่างกายสามารถนำมาใช้ ก็คือพลังงานที่สะสมอยู่ในเซลล์ เป็นพลังงานประเภท "ด่วนทันใจ" ภาษาคุณหมอจะเรียกกันว่าเป็นพลังงานเพื่อเอาตัวรอด เช่น คนจะเอาเข็มมาจิ้มหน้า ก้อนหินกำลังจะหล่นใส่หัว ฯลฯ เราจะกระพริบตาหรือรีบหลบปุ๊บปั๊บโดยอัตโนมัติ แต่พลังงานพวกนี้มีสะสมอยู่น้อย ร่างกายดึงมาใช้ได้แป๊บเดียวก็หมด ประมาณ 20 วินาทีเท่านั้น คือมาไวไปไวเหมือนจุดไม้ขีดไฟ ใช้ไม่นานก็จะหมดก้าน ต้องจุดก้านใหม่
 
          พลังงานส่วนถัดมาที่ถูกนำมาใช้ คือพลังงาน "อึดได้แต่ไม่นาน" เพราะได้จากการสลายไกลโคเจน ทำให้ได้พลังงานที่สูงและรวดเร็ว เป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ แต่การได้มาของพลังงานในส่วนนี้ อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดกรดแลคติกขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อเมื่อยล้าขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเป็นตะคริวได้หากไม่หยุดออกกำลังกายหรือไม่ผ่อนความหนักลง เป็นพลังงานส่วนที่ร่างกายจะนำมาใช้ในช่วง 20 วินาที ถึง 2 นาทีแรกของการออกแรงเท่านั้น แล้วก็จะลดลง ถ้าเปรียบก็เหมือนกับถ่านไฟฉาย คืออยู่ได้อึดกว่าแต่ถึงเวลาก็หมดอยู่ดี
 
          ถ้าเรายังคงออกกำลังต่อเนื่อง ก็มาถึงคราวพระเอกของเรา ที่เข้ามาช่วยรับช่วงต่อในขณะที่พลังงานถ่ายไฟฉายก็ยังทำอยู่แต่ลดน้อยลง พลังงานส่วนสุดท้าย นั่นก็คือพลังงาน "ไม่หนักแต่นาน" เป็นส่วนที่ได้จากการใช้ออกซิเจนในการสันดาปหรือเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดการการเผาผลาญไขมันที่สะสมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งพลังงานในระบบนี้ เปรียบได้กับแบตเตอรี่ที่ร่างกายมีอยู่มหาศาลและสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ร่างกายสามารถออกแรงได้เป็นเวลานาน ยิ่งถ้าออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 10 นาทีขึ้นไป ร่างกายก็จะใช้พลังงานในส่วนนี้ที่ได้จากการเผาผลาญไขมันอย่างเต็มที่ 
 
ออกกำลังกาย

          นี่จึงอาจเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า "ทำไมบางคนออกกำลังกายเท่าไรก็ไม่ผอมสักที" นอกจากออกแรงไป 10 แต่กินกลับเข้าไป 100 ก็คงไม่ผอมแล้ว ก็คงเพราะออกกำลังกายไม่ถึง 10 นาที เผลอใจหยุดพักหรือลดระดับการออกกำลังกายลง ทำไม่ต่อเนื่อง ร่างกายกำลังจะเข้าสู่การใช้พลังงานจากการเผาผลาญไขมัน ดันตกม้าตาย ทำให้ระบบการดึงเอาพลังงานออกมาใช้ของร่างกาย ต้องย้อนกลับไปใช้พลังงานจากส่วนแรก หรือส่วนที่สองสลับกันไปมา ไม่ได้ข้ามมาถึงการเผาผลาญไขมันเต็มๆกับเขาเสียที
 
ออกกำลังกาย
 
          คราวหน้าถ้าออกกำลังกายก็ฮึดสู้ให้เกิน 10 นาทีเลยนะ แล้วเริ่มเมื่อมีอาการเหนื่อยหอบ อย่าลืมแอบดีใจไปกับตัวเองด้วยว่า ร่างกายกำลังต้องการออกซิเจนมากขึ้น เพื่อการเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น และยิ่งถ้าทำรวม ๆ สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการกินแบบ 2:1:1 ด้วย ก็เตรียมโบกมือบอก..พุงจ๋าลาไปไกล ๆ ..แล้วอย่ากลับมาให้เห็นอีกเลย ..บัย !!!
      
          มารู้เคล็ดลับ ลดพุง ลดโรค เพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaihealthlifestyle.com

ที่มา : คู่มือส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิต สำหรับเด็กและเยาวชน เรื่อง Food & Fit สร้างชีวิตให้ Strong

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

แฟ้มภาพ

                การที่คนเราอ้วนขึ้นนั้นมีสาเหตุมากมาย ตั้งแต่ความผิดปกติบางอย่างทางพันธุกรรม การออกกำลังกายไปจนถึงการกินอยู่ ซึ่งสิ่งที่เราสามารถควบคุมสาเหตุของความอ้วนได้ดีที่สุด นั่นคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อความอ้วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง และการไม่ออกกำลังกาย

                วันนี้เว็บไซต์ สสส. จึงนำข้อมูลมาแบ่งปันว่าจะทำอย่างไร เราถึงจะห่างไกล “ความอ้วน” มาฝากกันค่ะ

สมดุลพลังงาน

ความอ้วน เกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกายที่เกิดจากการกิน หากเรากินอาหาร ซึ่งคือทางเข้าของพลังงานสู่ร่างกายเราเท่าๆ กับการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย น้ำหนักและรูปร่าง เราจะคงที่ไม่อ้วนขึ้นไม่ผอมลง

แต่หากเรากินมาก ร่างกายก็จะได้รับพลังงานมามาก บวกกับออกกำลังกายน้อยหรือขยับน้อย จะทำให้มีพลังงานเหลือสะสมอยู่มาก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำหนักที่มากขึ้นของเรานั่นเอง

ในทางกลับกัน หากกินให้น้อยรับพลังงานมาน้อยๆ และขยับให้มากขึ้น สมดุลของพลังงานจะเป็นลบ น้ำหนักของเราก็จะลดลงไปได้

ความสำคัญของสมดุลนี้คือพลังงาน ไม่ใช่เรื่องของปริมาณเท่านั้น เพราะอาหารบางอย่างถึงแม้จะมีปริมาณน้อย แต่ก็แอบมีพลังงานที่สูงได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่จะทำให้คนที่บริโภคเข้าไปอ้วนง่ายขึ้น

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

ขนาดของปัญหาภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง

- ปัญหาเรื่องความอ้วน ทั้งอ้วน และอ้วนลงพุง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น ปัจจุบันเป็นปัญหาระดับประเทศและระดับโลกที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

- จากข้อมูลการสำรวจประชากรในประเทศไทยปี พ.ศ. 2552  พบว่า ภาคกลางมีสัดส่วนของคนที่อ้วนมากที่สุด โดยเฉพาะใน กทม. (44.6%)

- จากข้อมูลการสำรวจในภาคส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ประชากรไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น

พลังงานเท่าไร...? ไม่อ้วนลงพุง

อาหารมีความจำเป็นต่อร่างกายและมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์ หากขาดสารอาหารจะส่งผลให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีพลังงานหรือสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด แต่ในทางตรงกันข้ามหากเรารับประทานอาการมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

ปริมาณของอาหารที่คนไทยควรรับประทานใน 1 วัน

- เด็กอายุ 6-13 ปี / ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี / ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- วัยรุ่นอายุ 14-25 ปี / ผู้ชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี ควรได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- เกษตรกร / นักกีฬา / ผู้ใช้แรงงาน ควรได้รับพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

แม้ว่าโรคอ้วนจะเป็นโรคที่อันตรายและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย แต่เราสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดได้ เพียงแค่รับประทานอาหารที่ถูกต้อง มีคุณประโยชน์ ให้ตรงกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน กินให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ถูกความอ้วนคุกคามอีกต่อไป

C O P Y - R I G H T @ 2 0 1 6   P R A S A T - H O S P I T A L   D E V  B Y  :  K I A T T H A N A P A T