D O W N L O A D - D O C U M E N T
# ชื่อรายการโหลด ประเภท Views โหลด
1 โรคไข้หวัดใหญ่ แผ่นพับ 28
2 กินผัก โปสเตอร์ 22
3 กินผลไม้ โปสเตอร์ 28
4 ภาวะผิดปกติจากการขาดสารไอโอดีน โปสเตอร์ 24
5 เรื่องน่ารู้มะเร็งเต้านม โปสเตอร์ 24
6 ลดเค็ม ลดโรค โปสเตอร์ 22
7 อย่าหลงเชื่ออาหารเสริม โปสเตอร์ 25
8 ไข้ฉี่หนู โปสเตอร์ 25
9 เห็ดพิษ โปสเตอร์ 26

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เตือนหญิงไทยจากภัยร้ายมะเร็งเต้านม thaihealth

แฟ้มภาพ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม พบกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แนะให้หญิงไทยตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งหากพบความผิดปกติ   รีบปรึกษาแพทย์ มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นสามารถรักษาหายได้

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กรมการแพทย์กล่าวว่า เดือนตุลาคม   เป็นเดือนรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมทั่วทั้งโลกเพื่อให้ตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคมะเร็งเต้านม เนื่องด้วยมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในหญิงไทยและสตรีทั่วโลก และประเทศไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลในปี 2554 พบผู้ป่วยรายใหม่ 12,613 คน หรือคิดเป็นอุบัติการณ์ 28.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่  มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน หรือเคยมีประวัติผ่าตัดเต้านมและมีผลชิ้นเนื้อผิดปกติ  มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี เคยรับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก ก่อนอายุ 30 ปี การดื่มแอลกอฮอล์  และใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนานกว่า5ปี

สำหรับวิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนและควรได้รับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นประจำทุกปี ถ้าพบความผิดปกติต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา หากพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก มีโอกาสรักษาหายขาดสูง ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nci.go.th และMobile Application รู้ทันโรคมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

นายแพทย์อาคมชัย วีระวัฒนะ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการลดความเสี่ยง สามารถทำได้โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่  ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยง อาหารหมักดอง อาหารเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอดจนไหม้เกรียม ควรลดความเครียด  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน และหลีกเลี่ยงการใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิง นอกจากนี้ก็ควรค้นหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรกโดยการตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอทุกเดือน ตรวจจากแพทย์เป็นประจำทุกปี และควรตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านม( แมมโมแกรม)ในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไปก็จะช่วยค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก็ขอให้รีบเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรฐานอย่าปล่อยทิ้งไว้หรือไปรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

เรื่องโดย :  พัชรี บอนคำ team content  www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก :  หนังสือคน (ทำไม) ไร้บ้าน

พื้นที่สร้างโอกาส ?หจก.คนไร้บ้าน? thaihealth

แฟ้มภาพ

คนไร้บ้าน เป็นกลุ่มประชากรที่มักพบเจอตามเมืองใหญ่ต่างๆ ปัจจุบันในหลายประเทศได้ให้นิยาม “คนไร้บ้าน” (Homeless) ว่าคือ กลุ่มคนที่ไร้ที่อยู่อาศัย ใช้ชีวิตที่อยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะหรือศูนย์พักพิกสำหรับผู้ยากไร้ ภายใต้เงื่อนไขของความไม่มั่นคง ความยากจน การขาดการเข้าถึงสวัสดิการ และปัญหาทางครอบครัวดังกล่าวนี้ อาจกล่าวได้ว่า เกือบทุกคนมีโอกาสและเงื่อนไขที่ประสบ “อุบัติเหตุทางชีวิต” อันนำไปสู่การเป็นคนไร้บ้านได้

มีรายงานว่า คนไร้บ้านประมาณร้อยละ 40 มีรายได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งเกือบทั้งหมดมีลักษณะเป็นการทำงานที่ปราศจากความมั่นคงและความแน่นอนทางรายได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีลักษณะของการเป็นแรงงานนอกระบบ รองลงมาประมาณร้อยละ 20 มีรายได้จากการขายของเก่า และร้อยละ 12 รายงานว่ามีแหล่งรายได้จากการค้าขาย นอกจากนี้มากกว่าครึ่งล้วนไม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และหากลงไปศึกษาอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่มีความสามารถ ศักยภาพในการประกอบอาชีพ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ข้อจำกัดในเรื่องความยั่งยืนในการดำรงชีวิต เพราะไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้ ชุมชนใหม่คนไร้บ้าน พุทธมณฑลสาย 2 จึงเกิดการจดทะเบียน หจก.คนไร้บ้านขึ้น เพื่อสร้างอาชีพให้คนไร้บ้านมีอาชีพได้อย่างมั่นคง

หจก.คนไร้บ้าน คืออะไร?

จากการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายคนไร้บ้านทำให้เกิดการทากิจกรรมด้านอาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่ม ได้แก่ การปลูกผักในแปลงรวม เลี้ยงไก่ ปลาดุก เพาะเห็ด การรับซื้อของเก่า การรับเหมาต่อเติม ตัดแต่งต้นไม้ รับขนย้ายและรื้อบ้าน จากกลุ่มอาชีพทางเครือข่ายเห็นว่ามีต้นทุนที่จะสามารถพัฒนาเป็น หจก.คนไร้บ้าน จึงได้จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในปี 2559 เพื่อให้เกิดเป็นระบบธุรกิจที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เฉพาะในการทำงานเพื่อสร้างอาชีพคนไร้บ้าน

มีแนวคิด โครงการธุรกิจเพื่อสร้างอาชีพให้คนไร้บ้านอย่างยั่งยืน โดยการใช้ต้นทุนจากเครือข่ายคนไร้บ้านเพื่อให้บริการตามทักษะอาชีพคนไร้บ้านที่เป็นสมาชิกของเครือข่าย

หจก.คนไร้บ้านได้รับการสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และ ASHOKA

มีเป้าหมาย  เพื่อให้การทำงานของคนไร้บ้านมีความยั่งยืน เป็นช่องทางในการพัฒนาการประกอบอาชีพที่ทำให้กลุ่มคนไร้บ้านมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าชีวิตของตนเอง ผ่านการทำงานและความพยายาม ได้เห็นถึงศักยภาพและคุณค่าของตัวเอง

มีกลุ่มอาชีพ หจก.คนไร้บ้าน 5 กลุ่ม คือ 1.งานช่าง 2.งานตัดแต่งต้นไม้ 3.งานเบเกอรี่ 4.งานเกษตร 5.งานแม่บ้านและทำข้าวกล่อง ภายใต้การดำเนินงานของคนไร้บ้านกว่า 20 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไร้บ้านที่อยู่กับเครือข่ายมานานกว่า 5 ปี และสำหรับคนไร้บ้านรายใหม่ที่สนใจเรื่องอาชีพก็สามารถเข้าไปติดต่อได้ที่ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย) เข้ารับการฝึกอาชีพ และหากสนใจ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะส่งชื่อมายัง หจก.คนไร้บ้านต่อไป

ขณะนี้ หจก.คนไร้บ้าน ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบระบบภายใน พัฒนาศักยภาพ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตัวตนของ หจก.คนไร้บ้าน หวังเห็นความเจริญเติบโต จำนวนสมาชิกที่มีงานทำเพิ่มขึ้น เช่นเดี่ยวกับชุมชนใหม่คนไร้บ้านที่อยู่ร่วมกันบนฐานของความรัก ความเข้าใจและการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หากท่านใดสนใจจะสนับสนุนงานของคนไร้บ้าน สามารถติดต่อเข้าไปที่ คุณญานิกา อักษรนำ หรือคุณบึง ผู้ประสานงานโครงการ หจก.คนไร้บ้าน 081-912-0213

และนี้คือเรื่องราวส่วนเล็กๆ ของคนไร้บ้านที่สร้างงานและสร้างโอกาสให้กับชาวชุมชน ซึ่งจะต้องพิสูจน์ตนให้เห็นถึงคุณค่าและการพัฒนาในลำดับต่อไป

ที่มา: สยามรัฐ

\'ฉี่หนู\'โรคที่พึงระวังหลังน้ำลด thaihealth

แฟ้มภาพ

จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของชาวบ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ในด้านการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะนับว่าเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน จ.สกลนคร ในรอบ 40 ปี รวมถึงพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาพเหตุการณ์ที่เราเห็นคือในยามที่พี่น้องชาวไทยประสบกับความยากลำบากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนก็ต่างยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือดังที่ปรากฏเห็นในสื่อที่เป็นโซเชียล ที่เราได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของเหล่าดาราและคนดังได้ระดม ความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ประสบอุทกภัยจนเกิดภาพความประทับใจของความเอื้ออาทรที่ทุกคนมีต่อคนไทยด้วยกัน

          แต่หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายสิ่งที่ประชาชนสงสัยในสิ่งที่ต้องเผชิญหลังน้ำลดคืออะไร ทีมงานไขประเด็นจึงได้นำข้อมูล และความรู้มาเพื่อเตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม หลังน้ำลดให้ระวังโรคฉี่หนูตามมา โดยนายแพทย์เจษฎาโชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลว่า "จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -29 ก.ค. 60 พบผู้ป่วยแล้ว 1,362 ราย เสียชีวิต 29 ราย โดยพบว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้ป่วย 674 ราย เสียชีวิต10 ราย ส่วนจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ศรีสะเกษ, นครราชสีมา, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี"คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งสามารถพบได้ทุกพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงน้ำลด ทั้งนี้ โรคไข้ฉี่หนู อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วันหลังจากเริ่มป่วยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายๆครั้ง จะพบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการปวดหัว ตาแดงแต่จะมีบางส่วนซึ่งมีอาการรุนแรง ในกลุ่มนี้จะมีอาการไตวาย (ปัสสาวะไม่ออก) ตับวาย (ตัวเหลือง ตาเหลือง)อาจมีอาการเหนื่อย ไอเป็นเลือด และช็อก(ไม่รู้สึกตัว) ในคนที่รอให้มีอาการมากแล้วจึงมารักษามักจะเสียชีวิต ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 4-5 หลังจากเริ่มมีไข้

          ปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อคือ บาดแผลบริเวณร่างกายที่โดนน้ำโดยเฉพาะเท้า บาดแผลอาจเป็นเพียงรอยถลอก หรือแม้แต่แผลจากน้ำกัดเท้า หากมีอาการดังกล่าว และมีประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำหรือในพื้นที่หลังน้ำท่วม ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และได้รับการรักษาโดยเร็ว กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ แช่น้ำ และในบางพื้นที่ที่น้ำลดจะมีปริมาณ เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมมาก ควรใส่รองเท้าบู๊ตหรือสิ่งป้องกันชั่วคราวสวมใส่บริเวณเท้าโดยเฉพาะช่วงทำความสะอาดบ้านเรือน หากมีข้อสงสัยสอบ ถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422"

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

?มะเร็งปากมดลูก?รู้ทันป้องกันได้ thaihealth

แฟ้มภาพ

บทความโดย : อ.นพ.สมภพ กุลจรัสนนท์ ภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรคมะเร็งปากมดลูกถือเป็นโรคร้ายใกล้ตัวของผู้หญิง และกว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะอันตรายแล้ว เราจึงควรรู้ถึงสาเหตุและวิธีป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

ในปัจจุบันพบว่าสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อว่า ไวรัส HPV (Human Papiloma Virus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 เมื่อมีเพศสัมพันธ์เชื้อไวรัส HPV จะเข้าไปสู่ปากมดลูกผ่านรอยถลอกของเยื่อบุผิวภายในช่องคลอด หลังจากนั้นเชื้อจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก ที่เรียกว่า ระยะก่อนมะเร็ง และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพในการก่อมะเร็งของไวรัสแต่ละชนิดรวมทั้งภูมิต้านทานของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้หลายวิธี เพื่อให้เข้าใจง่าย ขอแบ่งการป้องกันออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับปฐมภูมิ และระดับทุติยภูมิ

ระดับแรก ระดับปฐมภูมิ คือ การป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย การป้องกันระดับนี้มีหลายวิธี เช่น การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว การป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนั้น ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเป็นการฉีดเพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อไวรัส HPV ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแนะนำให้ฉีดในเด็กผู้หญิงอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

โดยวัคซีนชนิดนี้ ต้องทำการฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 1 - 2 เดือน และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน โดยวัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 70 - 75 % ดังนั้นขอแนะนำว่าผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในช่วงอายุดังกล่าวควรนำบุตรหลานมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

ส่วนระดับที่สอง ได้แก่ ระดับทุติยภูมิ เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อหาเซลล์ผิดปกติของปากมดลูกและนำไปสู่การรักษาก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งวิธีการตรวจคัดกรองมีหลายวิธี ได้แก่ วิธีตรวจหาเซลล์ผิดปกติบริเวณปากมดลูก หรือที่เรียกว่า “แปบสเมียร์” เป็นการตรวจที่ใช้ตรวจมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีความแม่นยำ นอกจากนั้นมีวิธีการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV โดยอาศัยหลักการที่ว่าถ้าไม่มีเชื้อไวรัสก็จะไม่กลายเป็นมะเร็ง

ที่มา: เว็บไซต์ women.thaiza

10 วิธีป้องกันโรคร้ายจากเทคโนโลยี thaihealth

แฟ้มภาพ

          ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีจริง ๆ และสำหรับคอเทคโนโลยีทั้งหลาย คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคร้ายอีกหลายโรค เพื่อเป็นการป้องกันสุขภาพ เราจึงมี 10 วิธีป้องกันโรคร้ายมาบอกค่ะ

          1. แว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ทั่วไป อาจจะไม่เพียงพอต่อการป้องกันแสง สำหรับคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน จึงควรเลือกแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่เคลือบป้องกันแสงจากหน้าจอโดยเฉพาะดีกว่า

          2. หลายคนรู้สึกสบายกว่าเวลาที่ดวงตาของเรามองลงต่ำ ถ้าจะให้ดีหน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 15-20 องศา หรือประมาณ 4-5 นิ้ว และเว้นระยะห่างจากดวงตาของเรา 20-28 นิ้ว

          3. เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงตาเมื่อยล้า อย่าลืมพักสายตาเมื่อใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ทุก ๆ สองชั่วโมง ควรพักสายตา 15 นาที และทุก ๆ ชั่วโมงให้ลองมองออกไปไกล ๆ 20 วินาที

          4. ลดแรงลงหน่อย หลาย ๆ คนใช้แรงมากเกินกว่าที่จำเป็นในงานที่ต้องใช้มือ ถ้าคุณต้องนั่งพิมพ์เป็นระยะเวลานาน พิมพ์เบา ๆ ก็พอ

          5. พักมือและข้อมือโดยการยืดและงอ อย่าสะบัด หรือหากเป็นไปได้ก็ควรหันไปทำงานอย่างอื่น ๆ แทนสักพัก

          6. สำหรับคนอยู่ในออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็น ความอบอุ่นของมือนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน ถ้ามือของคุณอยู่ในที่เย็น ก็ยิ่งเสี่ยงต่ออาการปวดหรือตึงมือ ถ้าปรับอุณหภูมิไม่ได้ ก็ควรหาถุงมือแบบที่ไม่มีนิ้วใส่ เพื่อให้อุ้งมือและข้อมืออุ่นตลอดเวลา

          7. ผศ.นพ.วิษณุ กัมทรทรัพย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช-พยาบาล แนะนำภายในการประชุมวิชาการเรื่อง Office syndrome ว่าให้เราจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ ด้านขวาของโต๊ะปล่อยโล่ง ไม่มีสิ่งของมากีดขวางและควรเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดคีย์บอร์ดได้ถนัด ประกอบกับตัวแป้นคีย์บอร์ดควรมีที่รองรับข้อมูล ไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำ ๆ ด้วย ส่วนเก้าอี้ควรเป็นแบบปรับขึ้นลงได้ และควรมีพนักพิงที่สามารถรองรับศีรษะได้

          8. เปิดเพลง ดัง ๆ ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ถ้าคุณไม่ได้ยินเสียงรอบตัวยามที่เสียบหูฟังแล้วล่ะก็ คุณควรจะลดระดับเสียงลง หากเพื่อนข้าง ๆ ยังได้ยินเสียงจากหูฟังของเรา นั่นแปลว่า ยังดังเกินไปอยู่นะคะ

          9. ป้องกันอาการปวดหลังด้วยการปรับเก้าอี้ให้มีความสูงพอเหมาะ และใกล้กับคอมพิวเตอร์มากพอที่เราจะไม่ต้องก้มตัว ในระหว่างนั่งให้วางเท้าอยู่กับพื้น เพื่อช่วยลดแรงกดด้านหลัง

          10. บางครั้งอาการปวดที่หลังส่วนบนหรือแม้แต่อาการปวดศีรษะ อาจเป็นเพราะว่า หลังของเราเหนื่อยล้ากับการต้องรับน้ำหนักแขน ตรงนี้ล่ะที่เท้าแขนสามารถช่วยได้ มันจะรับน้ำหนักของแขนเอาไว้ ทำให้คอและหัวไหล่ได้ผ่อนคลาย

ในยุคปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้ แต่เราป้องกันตัวเราเองได้เพื่อสุขภาพที่ดีของเราค่ะ

ถ้าเลือกได้คงไม่ใครอยากป่วย แต่เมื่อป่วยแล้ว ต้องรู้จักหาวิธีรับมือ แก้ให้ถูกจุด โดยเฉพาะใครที่อยากเป็นผู้แพ้ราบคาบให้กับโรคภูมิแพ้ตลอดชีวิต ลองมาทำความรู้จักกับโรคนี้ดู

เลิกเป็นคนขี้แพ้ซะที thaihealth

โรคภูมิแพ้ มีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากบิดา มารดา หรือญาติเป็น จะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากกว่าคนอื่น คนที่เป็นภูมิแพ้อาจมีอาการเช่น จมูกอักเสบ หอบหืด หรือผื่นคัน ดังนั้น เมื่อทราบว่าเป็นภูมิแพ้แล้ว อันดับแรกที่ควรทำคือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้

1.ผู้ที่แพ้ฝุ่น (ซึ่งไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ โดยเฉพาะฝุ่นบ้านซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) จึงควรจัดการกับห้องนอนเป็นสิ่งแรกเพราะห้องนอนเป็นห้องที่มีจำนวนไรฝุ่นมากที่สุดในบ้าน โดยเฉพาะบนที่นอนซึ่งสามารถมีไรฝุ่นอาศัยอยู่ถึง 4 ล้านตัว นอกจากนั้นคนเรายังใช้เวลาหนึ่งในสามของทั้งหมดในการนอน การลดจำนวนไรฝุ่นสามารถทำได้โดยการใช้ที่นอนและหมอนที่ทำจากใยสังเคราะห์แทนนุ่นหรือขนนก การซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนและปั่นแห้งด้วยความร้อน (อุณหภูมิสูงกว่า 130 องศาฟาเรนไฮต์ หรืออุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส) หรือตากแห้งในแสงแดด การไม่เก็บตุ๊กตายัดไส้ไว้ในห้องนอน การใช้มู่ลี่แทนม่าน และการไม่ใช้พรม นอกจากนั้นคนที่แพ้ไรฝุ่นไม่ควรกวาดบ้านหรือปัดฝุ่นเอง แต่ถ้าจำเป็นก็ควรมีผ้าปิดจมูก

2.ผู้ที่แพ้เชื้อรา ควรพยายามลดความชื้นในบ้านซึ่งอาจทำได้โดยการเปิดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนั้นการปิดหน้าต่างยังป้องกันไม่ให้สปอร์ของเชื้อราจากภายนอกเข้ามาในบ้าน ท่านควรกำจัดบริเวณที่ชื้นภายในบ้าน เช่น ถาดรองใต้ตู้เย็นและกระถางต้นไม้ วอลเปเปอร์ ม่านห้องน้ำ และห้องน้ำที่อับชื้น การล้างบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำยาฟอกผ้าขาว  เช่น คลอร็อกซ์  สามารถกำจัดเชื้อราได้

3.ผู้ที่แพ้ละอองเกสรหญ้าและต้นไม้ สามารถหลีกเลี่ยงโดยการปิดหน้าต่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกสรปลิวเข้าบ้านและการไม่ออกจากบ้านในเวลาสายและบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่มีเกสรในอากาศสูงที่สุด

4.ผู้ที่แพ้ขนและรังแคจากสัตว์ ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรให้สัตว์อยู่นอกห้องนอนตลอดเวลาแม้จะไม่อยู่บ้าน สารก่อภูมิแพ้จากแมวสามารถตกค้างอยู่ในบ้านได้อีกหลายเดือนหลังจากแมวออกไปจากบ้าน

5.ผู้ที่แพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยการรับประทานจนอาจมีผลต่อภาวะโภชนาการ และก่อนซื้ออาหารควรอ่านฉลากให้ชัดเจนว่าอาหารนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

C O P Y - R I G H T @ 2 0 1 6   P R A S A T - H O S P I T A L   D E V  B Y  :  K I A T T H A N A P A T