D O W N L O A D - D O C U M E N T
# ชื่อรายการโหลด ประเภท Views โหลด
1 โรคไข้เลือดออก โปสเตอร์ 14
2 โรคไข้เลือดออก สปอตร์วิทยุ 13
3 ใบปลิว 9 ข้อควรรู้ก่อนโทร 1669 แผ่นพับ 47
4 แผ่นพับการป้องกันอุบัติเหตุจราจร แผ่นพับ 46
5 สปอตร์วิทยุป้องกันอุบัติเหตุจราจร สปอตร์วิทยุ 43
6 สปอตร์วิทยุป้องกันอุบัติเหตุจราจร สปอตร์วิทยุ 43
7 สปอตร์วิทยุป้องกันอุบัติเหตุจราจร สปอตร์วิทยุ 42
8 สปอตร์วิทยุป้องกันอุบัติเหตุจราจร สปอตร์วิทยุ 44
9 สปอตร์วิทยุป้องกันอุบัติเหตุจราจร สปอตร์วิทยุ 38

ที่มา : คู่มือส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิต สำหรับเด็กและเยาวชน เรื่อง Food & Fit สร้างชีวิตให้ Strong

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

แฟ้มภาพ

                การที่คนเราอ้วนขึ้นนั้นมีสาเหตุมากมาย ตั้งแต่ความผิดปกติบางอย่างทางพันธุกรรม การออกกำลังกายไปจนถึงการกินอยู่ ซึ่งสิ่งที่เราสามารถควบคุมสาเหตุของความอ้วนได้ดีที่สุด นั่นคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อความอ้วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง และการไม่ออกกำลังกาย

                วันนี้เว็บไซต์ สสส. จึงนำข้อมูลมาแบ่งปันว่าจะทำอย่างไร เราถึงจะห่างไกล “ความอ้วน” มาฝากกันค่ะ

สมดุลพลังงาน

ความอ้วน เกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกายที่เกิดจากการกิน หากเรากินอาหาร ซึ่งคือทางเข้าของพลังงานสู่ร่างกายเราเท่าๆ กับการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย น้ำหนักและรูปร่าง เราจะคงที่ไม่อ้วนขึ้นไม่ผอมลง

แต่หากเรากินมาก ร่างกายก็จะได้รับพลังงานมามาก บวกกับออกกำลังกายน้อยหรือขยับน้อย จะทำให้มีพลังงานเหลือสะสมอยู่มาก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำหนักที่มากขึ้นของเรานั่นเอง

ในทางกลับกัน หากกินให้น้อยรับพลังงานมาน้อยๆ และขยับให้มากขึ้น สมดุลของพลังงานจะเป็นลบ น้ำหนักของเราก็จะลดลงไปได้

ความสำคัญของสมดุลนี้คือพลังงาน ไม่ใช่เรื่องของปริมาณเท่านั้น เพราะอาหารบางอย่างถึงแม้จะมีปริมาณน้อย แต่ก็แอบมีพลังงานที่สูงได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่จะทำให้คนที่บริโภคเข้าไปอ้วนง่ายขึ้น

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

ขนาดของปัญหาภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง

- ปัญหาเรื่องความอ้วน ทั้งอ้วน และอ้วนลงพุง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น ปัจจุบันเป็นปัญหาระดับประเทศและระดับโลกที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

- จากข้อมูลการสำรวจประชากรในประเทศไทยปี พ.ศ. 2552  พบว่า ภาคกลางมีสัดส่วนของคนที่อ้วนมากที่สุด โดยเฉพาะใน กทม. (44.6%)

- จากข้อมูลการสำรวจในภาคส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ประชากรไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น

พลังงานเท่าไร...? ไม่อ้วนลงพุง

อาหารมีความจำเป็นต่อร่างกายและมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์ หากขาดสารอาหารจะส่งผลให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีพลังงานหรือสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด แต่ในทางตรงกันข้ามหากเรารับประทานอาการมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

ปริมาณของอาหารที่คนไทยควรรับประทานใน 1 วัน

- เด็กอายุ 6-13 ปี / ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี / ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- วัยรุ่นอายุ 14-25 ปี / ผู้ชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี ควรได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- เกษตรกร / นักกีฬา / ผู้ใช้แรงงาน ควรได้รับพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

แม้ว่าโรคอ้วนจะเป็นโรคที่อันตรายและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย แต่เราสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดได้ เพียงแค่รับประทานอาหารที่ถูกต้อง มีคุณประโยชน์ ให้ตรงกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน กินให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ถูกความอ้วนคุกคามอีกต่อไป

ยาขับประจำเดือน
 

          ยาสตรีที่คนนิยมทานบำรุงเลือดและขับประจำเดือนมักถูกคนเข้าใจว่ากินแล้วจะช่วยขับเลือด ทำให้เด็กในครรภ์แท้งได้ แล้วข้อเท็จจริงคืออย่างไรกันแน่ ?

          หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าทานยาสตรีที่มีฤทธิ์ช่วยขับประจำเดือนจะทำให้ทารกในครรภ์แท้งได้ กลับกลายเป็นทำให้เด็กสาวบางคนที่อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม คิดใช้วิธีนี้ทำแท้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทานยาสตรีจะทำให้แท้งได้จริง ๆ หรือ แล้วจะมีอันตรายต่อร่างกายไหม ทางเพจ เฟซบุ๊ก  Woman's story by Dr. Thor ได้ไขข้อสงสัยเรื่องนี้ให้ผู้หญิงทุกคนทำความเข้าใจให้ถูกต้องค่ะ
 

ยาขับประจำเดือน


          คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อ "ยาสตรี" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นยาสำหรับผู้หญิง มีหลายยี่ห้อมาก ๆ ที่ดัง ๆ ก็เช่น ยาสตรีเพ็ญ_าค ยาสตรีเบนโ_ สรรพคุณมากมาย ช่วยบำรุงเลือดลมให้ไหลเวียนดี ช่วยขับเลือดให้ประจำเดือนมาปกติ
 

 

          ด้วยเหตุนี้จึงมีคนนำมากินเพื่อหวังผลจะขับเลือดตอนท้องให้แท้งออกไป เพราะคิดว่าเด็กก็คือ "ก้อนเลือด" เหมือนกับประจำเดือน แต่มันจะแท้งได้จริงหรือเปล่า ? และกินแล้วจะส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไร เรามาดูกัน

          ส่วนประกอบของยาสตรีนั้นสกัดมาจากสมุนไพรมากมายหลายชนิด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

          กลุ่มที่ 1 ออกฤทธิ์ขับลม บำรุงร่างกาย บำรุงเลือด เช่น น้ำมันสะระแหน่ ดอกคำฝอย ชะเอม ขิง เป็นต้น กลุ่มนี้ไม่ได้มีผลกับการขับเลือดประจำเดือนแต่อย่างใด

          กลุ่มที่ 2 ออกฤทธิ์ฮอร์โมน เช่น ว่านชักมดลูก กวาวเครือขาว เป็นต้น กลุ่มนี้กินแล้วกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ก็คล้าย ๆ กับยาปรับฮอร์โมนที่หมอให้กินนั่นแหละ พอหยุดกิน 2-3 วัน ฤทธิ์ฮอร์โมนหมดไปก็จะมีประจำเดือนมาไง แต่ในคนท้องจะมีการสร้างฮอร์โมนออกมาเองตลอดเวลา ดังนั้นถึงแม้จะกินยาสตรีเข้าไปมากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำให้เลือดออกจนแท้งได้หรอกครับ

          แต่ทำไมเคยเห็นคนรู้จักบางคน เขาบอกว่ากินแล้วแท้งจริง ๆ ล่ะ ? ก็อาจเป็นเหตุบังเอิญว่าเขาจะแท้งอยู่แล้วครับ เพราะคนทั่วไปที่ท้องก็มีโอกาส 10-15% ที่เกิดการแท้งได้อยู่แล้ว หรือไม่ก็มโนเองว่าท้องอยู่ ยังไม่กล้าตรวจการตั้งครรภ์ก็กินยาสตรีเลย พอเลือดออกก็คิดเอาเองว่าแท้งไป

          กลุ่มที่ 3 แอลกอฮอล์ ใช้สกัดตัวยาจากสมุนไพรออกมา คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ายาสตรีมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย และแอลกอฮอล์นี่แหละที่เป็นปัญหาถ้าคนท้องกินเข้าไป ถ้ากินนิดเดียวก็อาจไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่ถ้ากินเยอะ ๆ บางคนกินแล้วไม่แท้งก็กินไปเรื่อย ๆ อีก ผลก็คือลูกในท้องจะมีความผิดปกติของสมอง ใบหน้า การเจริญเติบโต และอีกมากมายครับ

         สรุปคือกินแล้วนอกจากไม่แท้ง แถมถ้าคลอดออกมาก็ได้ลูกที่พิการอีกต่างหาก

          ดังนั้นสาว ๆ ที่ประจำเดือนไม่มาหรือคาดว่าจะท้อง สิ่งที่ควรทำอันดับแรกก็คือตรวจการตั้งครรภ์ก่อนนะครับ ไม่ใช่กินยาสตรีไปก่อนเลย ถ้าไม่ท้องก็มาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาต่อไป แล้วถ้าท้องล่ะ ? ก็มาปรึกษาแพทย์เหมือนกันครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกต่อไป ^^

          ด้วยความห่วงใยและอยากให้ผู้หญิงไทยมีสุขภาพดี

        
ที่มา : www.kapook.com

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เตือนหญิงไทยจากภัยร้ายมะเร็งเต้านม thaihealth

แฟ้มภาพ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม พบกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แนะให้หญิงไทยตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งหากพบความผิดปกติ   รีบปรึกษาแพทย์ มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นสามารถรักษาหายได้

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กรมการแพทย์กล่าวว่า เดือนตุลาคม   เป็นเดือนรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมทั่วทั้งโลกเพื่อให้ตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคมะเร็งเต้านม เนื่องด้วยมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในหญิงไทยและสตรีทั่วโลก และประเทศไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลในปี 2554 พบผู้ป่วยรายใหม่ 12,613 คน หรือคิดเป็นอุบัติการณ์ 28.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่  มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน หรือเคยมีประวัติผ่าตัดเต้านมและมีผลชิ้นเนื้อผิดปกติ  มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี เคยรับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก ก่อนอายุ 30 ปี การดื่มแอลกอฮอล์  และใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนานกว่า5ปี

สำหรับวิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนและควรได้รับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นประจำทุกปี ถ้าพบความผิดปกติต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา หากพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก มีโอกาสรักษาหายขาดสูง ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nci.go.th และMobile Application รู้ทันโรคมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

นายแพทย์อาคมชัย วีระวัฒนะ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการลดความเสี่ยง สามารถทำได้โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่  ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยง อาหารหมักดอง อาหารเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอดจนไหม้เกรียม ควรลดความเครียด  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน และหลีกเลี่ยงการใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิง นอกจากนี้ก็ควรค้นหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรกโดยการตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอทุกเดือน ตรวจจากแพทย์เป็นประจำทุกปี และควรตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านม( แมมโมแกรม)ในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไปก็จะช่วยค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก็ขอให้รีบเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรฐานอย่าปล่อยทิ้งไว้หรือไปรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

เรื่องโดย :  พัชรี บอนคำ team content  www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก :  หนังสือคน (ทำไม) ไร้บ้าน

พื้นที่สร้างโอกาส ?หจก.คนไร้บ้าน? thaihealth

แฟ้มภาพ

คนไร้บ้าน เป็นกลุ่มประชากรที่มักพบเจอตามเมืองใหญ่ต่างๆ ปัจจุบันในหลายประเทศได้ให้นิยาม “คนไร้บ้าน” (Homeless) ว่าคือ กลุ่มคนที่ไร้ที่อยู่อาศัย ใช้ชีวิตที่อยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะหรือศูนย์พักพิกสำหรับผู้ยากไร้ ภายใต้เงื่อนไขของความไม่มั่นคง ความยากจน การขาดการเข้าถึงสวัสดิการ และปัญหาทางครอบครัวดังกล่าวนี้ อาจกล่าวได้ว่า เกือบทุกคนมีโอกาสและเงื่อนไขที่ประสบ “อุบัติเหตุทางชีวิต” อันนำไปสู่การเป็นคนไร้บ้านได้

มีรายงานว่า คนไร้บ้านประมาณร้อยละ 40 มีรายได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งเกือบทั้งหมดมีลักษณะเป็นการทำงานที่ปราศจากความมั่นคงและความแน่นอนทางรายได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีลักษณะของการเป็นแรงงานนอกระบบ รองลงมาประมาณร้อยละ 20 มีรายได้จากการขายของเก่า และร้อยละ 12 รายงานว่ามีแหล่งรายได้จากการค้าขาย นอกจากนี้มากกว่าครึ่งล้วนไม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และหากลงไปศึกษาอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่มีความสามารถ ศักยภาพในการประกอบอาชีพ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ข้อจำกัดในเรื่องความยั่งยืนในการดำรงชีวิต เพราะไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้ ชุมชนใหม่คนไร้บ้าน พุทธมณฑลสาย 2 จึงเกิดการจดทะเบียน หจก.คนไร้บ้านขึ้น เพื่อสร้างอาชีพให้คนไร้บ้านมีอาชีพได้อย่างมั่นคง

หจก.คนไร้บ้าน คืออะไร?

จากการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายคนไร้บ้านทำให้เกิดการทากิจกรรมด้านอาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่ม ได้แก่ การปลูกผักในแปลงรวม เลี้ยงไก่ ปลาดุก เพาะเห็ด การรับซื้อของเก่า การรับเหมาต่อเติม ตัดแต่งต้นไม้ รับขนย้ายและรื้อบ้าน จากกลุ่มอาชีพทางเครือข่ายเห็นว่ามีต้นทุนที่จะสามารถพัฒนาเป็น หจก.คนไร้บ้าน จึงได้จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในปี 2559 เพื่อให้เกิดเป็นระบบธุรกิจที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เฉพาะในการทำงานเพื่อสร้างอาชีพคนไร้บ้าน

มีแนวคิด โครงการธุรกิจเพื่อสร้างอาชีพให้คนไร้บ้านอย่างยั่งยืน โดยการใช้ต้นทุนจากเครือข่ายคนไร้บ้านเพื่อให้บริการตามทักษะอาชีพคนไร้บ้านที่เป็นสมาชิกของเครือข่าย

หจก.คนไร้บ้านได้รับการสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และ ASHOKA

มีเป้าหมาย  เพื่อให้การทำงานของคนไร้บ้านมีความยั่งยืน เป็นช่องทางในการพัฒนาการประกอบอาชีพที่ทำให้กลุ่มคนไร้บ้านมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าชีวิตของตนเอง ผ่านการทำงานและความพยายาม ได้เห็นถึงศักยภาพและคุณค่าของตัวเอง

มีกลุ่มอาชีพ หจก.คนไร้บ้าน 5 กลุ่ม คือ 1.งานช่าง 2.งานตัดแต่งต้นไม้ 3.งานเบเกอรี่ 4.งานเกษตร 5.งานแม่บ้านและทำข้าวกล่อง ภายใต้การดำเนินงานของคนไร้บ้านกว่า 20 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไร้บ้านที่อยู่กับเครือข่ายมานานกว่า 5 ปี และสำหรับคนไร้บ้านรายใหม่ที่สนใจเรื่องอาชีพก็สามารถเข้าไปติดต่อได้ที่ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย) เข้ารับการฝึกอาชีพ และหากสนใจ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะส่งชื่อมายัง หจก.คนไร้บ้านต่อไป

ขณะนี้ หจก.คนไร้บ้าน ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบระบบภายใน พัฒนาศักยภาพ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตัวตนของ หจก.คนไร้บ้าน หวังเห็นความเจริญเติบโต จำนวนสมาชิกที่มีงานทำเพิ่มขึ้น เช่นเดี่ยวกับชุมชนใหม่คนไร้บ้านที่อยู่ร่วมกันบนฐานของความรัก ความเข้าใจและการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หากท่านใดสนใจจะสนับสนุนงานของคนไร้บ้าน สามารถติดต่อเข้าไปที่ คุณญานิกา อักษรนำ หรือคุณบึง ผู้ประสานงานโครงการ หจก.คนไร้บ้าน 081-912-0213

และนี้คือเรื่องราวส่วนเล็กๆ ของคนไร้บ้านที่สร้างงานและสร้างโอกาสให้กับชาวชุมชน ซึ่งจะต้องพิสูจน์ตนให้เห็นถึงคุณค่าและการพัฒนาในลำดับต่อไป

ที่มา: สยามรัฐ

\'ฉี่หนู\'โรคที่พึงระวังหลังน้ำลด thaihealth

แฟ้มภาพ

จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของชาวบ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ในด้านการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะนับว่าเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน จ.สกลนคร ในรอบ 40 ปี รวมถึงพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาพเหตุการณ์ที่เราเห็นคือในยามที่พี่น้องชาวไทยประสบกับความยากลำบากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนก็ต่างยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือดังที่ปรากฏเห็นในสื่อที่เป็นโซเชียล ที่เราได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของเหล่าดาราและคนดังได้ระดม ความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ประสบอุทกภัยจนเกิดภาพความประทับใจของความเอื้ออาทรที่ทุกคนมีต่อคนไทยด้วยกัน

          แต่หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายสิ่งที่ประชาชนสงสัยในสิ่งที่ต้องเผชิญหลังน้ำลดคืออะไร ทีมงานไขประเด็นจึงได้นำข้อมูล และความรู้มาเพื่อเตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม หลังน้ำลดให้ระวังโรคฉี่หนูตามมา โดยนายแพทย์เจษฎาโชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลว่า "จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -29 ก.ค. 60 พบผู้ป่วยแล้ว 1,362 ราย เสียชีวิต 29 ราย โดยพบว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้ป่วย 674 ราย เสียชีวิต10 ราย ส่วนจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ศรีสะเกษ, นครราชสีมา, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี"คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งสามารถพบได้ทุกพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงน้ำลด ทั้งนี้ โรคไข้ฉี่หนู อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วันหลังจากเริ่มป่วยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายๆครั้ง จะพบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการปวดหัว ตาแดงแต่จะมีบางส่วนซึ่งมีอาการรุนแรง ในกลุ่มนี้จะมีอาการไตวาย (ปัสสาวะไม่ออก) ตับวาย (ตัวเหลือง ตาเหลือง)อาจมีอาการเหนื่อย ไอเป็นเลือด และช็อก(ไม่รู้สึกตัว) ในคนที่รอให้มีอาการมากแล้วจึงมารักษามักจะเสียชีวิต ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 4-5 หลังจากเริ่มมีไข้

          ปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อคือ บาดแผลบริเวณร่างกายที่โดนน้ำโดยเฉพาะเท้า บาดแผลอาจเป็นเพียงรอยถลอก หรือแม้แต่แผลจากน้ำกัดเท้า หากมีอาการดังกล่าว และมีประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำหรือในพื้นที่หลังน้ำท่วม ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และได้รับการรักษาโดยเร็ว กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ แช่น้ำ และในบางพื้นที่ที่น้ำลดจะมีปริมาณ เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมมาก ควรใส่รองเท้าบู๊ตหรือสิ่งป้องกันชั่วคราวสวมใส่บริเวณเท้าโดยเฉพาะช่วงทำความสะอาดบ้านเรือน หากมีข้อสงสัยสอบ ถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422"

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

?มะเร็งปากมดลูก?รู้ทันป้องกันได้ thaihealth

แฟ้มภาพ

บทความโดย : อ.นพ.สมภพ กุลจรัสนนท์ ภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรคมะเร็งปากมดลูกถือเป็นโรคร้ายใกล้ตัวของผู้หญิง และกว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะอันตรายแล้ว เราจึงควรรู้ถึงสาเหตุและวิธีป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

ในปัจจุบันพบว่าสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อว่า ไวรัส HPV (Human Papiloma Virus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 เมื่อมีเพศสัมพันธ์เชื้อไวรัส HPV จะเข้าไปสู่ปากมดลูกผ่านรอยถลอกของเยื่อบุผิวภายในช่องคลอด หลังจากนั้นเชื้อจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก ที่เรียกว่า ระยะก่อนมะเร็ง และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพในการก่อมะเร็งของไวรัสแต่ละชนิดรวมทั้งภูมิต้านทานของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้หลายวิธี เพื่อให้เข้าใจง่าย ขอแบ่งการป้องกันออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับปฐมภูมิ และระดับทุติยภูมิ

ระดับแรก ระดับปฐมภูมิ คือ การป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย การป้องกันระดับนี้มีหลายวิธี เช่น การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว การป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนั้น ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเป็นการฉีดเพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อไวรัส HPV ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแนะนำให้ฉีดในเด็กผู้หญิงอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

โดยวัคซีนชนิดนี้ ต้องทำการฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 1 - 2 เดือน และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน โดยวัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 70 - 75 % ดังนั้นขอแนะนำว่าผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในช่วงอายุดังกล่าวควรนำบุตรหลานมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

ส่วนระดับที่สอง ได้แก่ ระดับทุติยภูมิ เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อหาเซลล์ผิดปกติของปากมดลูกและนำไปสู่การรักษาก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งวิธีการตรวจคัดกรองมีหลายวิธี ได้แก่ วิธีตรวจหาเซลล์ผิดปกติบริเวณปากมดลูก หรือที่เรียกว่า “แปบสเมียร์” เป็นการตรวจที่ใช้ตรวจมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีความแม่นยำ นอกจากนั้นมีวิธีการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV โดยอาศัยหลักการที่ว่าถ้าไม่มีเชื้อไวรัสก็จะไม่กลายเป็นมะเร็ง

C O P Y - R I G H T @ 2 0 1 6   P R A S A T - H O S P I T A L   D E V  B Y  :  K I A T T H A N A P A T