หน้าหลักบทความ T O P I C

ที่มา : คู่มือส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิต สำหรับเด็กและเยาวชน เรื่อง Food & Fit สร้างชีวิตให้ Strong

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

แฟ้มภาพ

                การที่คนเราอ้วนขึ้นนั้นมีสาเหตุมากมาย ตั้งแต่ความผิดปกติบางอย่างทางพันธุกรรม การออกกำลังกายไปจนถึงการกินอยู่ ซึ่งสิ่งที่เราสามารถควบคุมสาเหตุของความอ้วนได้ดีที่สุด นั่นคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อความอ้วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง และการไม่ออกกำลังกาย

                วันนี้เว็บไซต์ สสส. จึงนำข้อมูลมาแบ่งปันว่าจะทำอย่างไร เราถึงจะห่างไกล “ความอ้วน” มาฝากกันค่ะ

สมดุลพลังงาน

ความอ้วน เกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกายที่เกิดจากการกิน หากเรากินอาหาร ซึ่งคือทางเข้าของพลังงานสู่ร่างกายเราเท่าๆ กับการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย น้ำหนักและรูปร่าง เราจะคงที่ไม่อ้วนขึ้นไม่ผอมลง

แต่หากเรากินมาก ร่างกายก็จะได้รับพลังงานมามาก บวกกับออกกำลังกายน้อยหรือขยับน้อย จะทำให้มีพลังงานเหลือสะสมอยู่มาก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำหนักที่มากขึ้นของเรานั่นเอง

ในทางกลับกัน หากกินให้น้อยรับพลังงานมาน้อยๆ และขยับให้มากขึ้น สมดุลของพลังงานจะเป็นลบ น้ำหนักของเราก็จะลดลงไปได้

ความสำคัญของสมดุลนี้คือพลังงาน ไม่ใช่เรื่องของปริมาณเท่านั้น เพราะอาหารบางอย่างถึงแม้จะมีปริมาณน้อย แต่ก็แอบมีพลังงานที่สูงได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่จะทำให้คนที่บริโภคเข้าไปอ้วนง่ายขึ้น

ทำไม...? เราถึงอ้วน thaihealth

ขนาดของปัญหาภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง

- ปัญหาเรื่องความอ้วน ทั้งอ้วน และอ้วนลงพุง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น ปัจจุบันเป็นปัญหาระดับประเทศและระดับโลกที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

- จากข้อมูลการสำรวจประชากรในประเทศไทยปี พ.ศ. 2552  พบว่า ภาคกลางมีสัดส่วนของคนที่อ้วนมากที่สุด โดยเฉพาะใน กทม. (44.6%)

- จากข้อมูลการสำรวจในภาคส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ประชากรไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น

พลังงานเท่าไร...? ไม่อ้วนลงพุง

อาหารมีความจำเป็นต่อร่างกายและมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์ หากขาดสารอาหารจะส่งผลให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีพลังงานหรือสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด แต่ในทางตรงกันข้ามหากเรารับประทานอาการมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

ปริมาณของอาหารที่คนไทยควรรับประทานใน 1 วัน

- เด็กอายุ 6-13 ปี / ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี / ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- วัยรุ่นอายุ 14-25 ปี / ผู้ชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี ควรได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

- เกษตรกร / นักกีฬา / ผู้ใช้แรงงาน ควรได้รับพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

แม้ว่าโรคอ้วนจะเป็นโรคที่อันตรายและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย แต่เราสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดได้ เพียงแค่รับประทานอาหารที่ถูกต้อง มีคุณประโยชน์ ให้ตรงกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน กินให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ถูกความอ้วนคุกคามอีกต่อไป

ยาขับประจำเดือน
 

          ยาสตรีที่คนนิยมทานบำรุงเลือดและขับประจำเดือนมักถูกคนเข้าใจว่ากินแล้วจะช่วยขับเลือด ทำให้เด็กในครรภ์แท้งได้ แล้วข้อเท็จจริงคืออย่างไรกันแน่ ?

          หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าทานยาสตรีที่มีฤทธิ์ช่วยขับประจำเดือนจะทำให้ทารกในครรภ์แท้งได้ กลับกลายเป็นทำให้เด็กสาวบางคนที่อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม คิดใช้วิธีนี้ทำแท้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทานยาสตรีจะทำให้แท้งได้จริง ๆ หรือ แล้วจะมีอันตรายต่อร่างกายไหม ทางเพจ เฟซบุ๊ก  Woman's story by Dr. Thor ได้ไขข้อสงสัยเรื่องนี้ให้ผู้หญิงทุกคนทำความเข้าใจให้ถูกต้องค่ะ
 

ยาขับประจำเดือน


          คงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อ "ยาสตรี" ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นยาสำหรับผู้หญิง มีหลายยี่ห้อมาก ๆ ที่ดัง ๆ ก็เช่น ยาสตรีเพ็ญ_าค ยาสตรีเบนโ_ สรรพคุณมากมาย ช่วยบำรุงเลือดลมให้ไหลเวียนดี ช่วยขับเลือดให้ประจำเดือนมาปกติ
 

 

          ด้วยเหตุนี้จึงมีคนนำมากินเพื่อหวังผลจะขับเลือดตอนท้องให้แท้งออกไป เพราะคิดว่าเด็กก็คือ "ก้อนเลือด" เหมือนกับประจำเดือน แต่มันจะแท้งได้จริงหรือเปล่า ? และกินแล้วจะส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไร เรามาดูกัน

          ส่วนประกอบของยาสตรีนั้นสกัดมาจากสมุนไพรมากมายหลายชนิด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

          กลุ่มที่ 1 ออกฤทธิ์ขับลม บำรุงร่างกาย บำรุงเลือด เช่น น้ำมันสะระแหน่ ดอกคำฝอย ชะเอม ขิง เป็นต้น กลุ่มนี้ไม่ได้มีผลกับการขับเลือดประจำเดือนแต่อย่างใด

          กลุ่มที่ 2 ออกฤทธิ์ฮอร์โมน เช่น ว่านชักมดลูก กวาวเครือขาว เป็นต้น กลุ่มนี้กินแล้วกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ก็คล้าย ๆ กับยาปรับฮอร์โมนที่หมอให้กินนั่นแหละ พอหยุดกิน 2-3 วัน ฤทธิ์ฮอร์โมนหมดไปก็จะมีประจำเดือนมาไง แต่ในคนท้องจะมีการสร้างฮอร์โมนออกมาเองตลอดเวลา ดังนั้นถึงแม้จะกินยาสตรีเข้าไปมากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำให้เลือดออกจนแท้งได้หรอกครับ

          แต่ทำไมเคยเห็นคนรู้จักบางคน เขาบอกว่ากินแล้วแท้งจริง ๆ ล่ะ ? ก็อาจเป็นเหตุบังเอิญว่าเขาจะแท้งอยู่แล้วครับ เพราะคนทั่วไปที่ท้องก็มีโอกาส 10-15% ที่เกิดการแท้งได้อยู่แล้ว หรือไม่ก็มโนเองว่าท้องอยู่ ยังไม่กล้าตรวจการตั้งครรภ์ก็กินยาสตรีเลย พอเลือดออกก็คิดเอาเองว่าแท้งไป

          กลุ่มที่ 3 แอลกอฮอล์ ใช้สกัดตัวยาจากสมุนไพรออกมา คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ายาสตรีมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วย และแอลกอฮอล์นี่แหละที่เป็นปัญหาถ้าคนท้องกินเข้าไป ถ้ากินนิดเดียวก็อาจไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่ถ้ากินเยอะ ๆ บางคนกินแล้วไม่แท้งก็กินไปเรื่อย ๆ อีก ผลก็คือลูกในท้องจะมีความผิดปกติของสมอง ใบหน้า การเจริญเติบโต และอีกมากมายครับ

         สรุปคือกินแล้วนอกจากไม่แท้ง แถมถ้าคลอดออกมาก็ได้ลูกที่พิการอีกต่างหาก

          ดังนั้นสาว ๆ ที่ประจำเดือนไม่มาหรือคาดว่าจะท้อง สิ่งที่ควรทำอันดับแรกก็คือตรวจการตั้งครรภ์ก่อนนะครับ ไม่ใช่กินยาสตรีไปก่อนเลย ถ้าไม่ท้องก็มาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาต่อไป แล้วถ้าท้องล่ะ ? ก็มาปรึกษาแพทย์เหมือนกันครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกต่อไป ^^

          ด้วยความห่วงใยและอยากให้ผู้หญิงไทยมีสุขภาพดี

        
ที่มา : www.kapook.com

ที่มา: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

เตือนหญิงไทยจากภัยร้ายมะเร็งเต้านม thaihealth

แฟ้มภาพ

สถาบันมะเร็งแห่งชาติรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม พบกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แนะให้หญิงไทยตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งหากพบความผิดปกติ   รีบปรึกษาแพทย์ มะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นสามารถรักษาหายได้

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กรมการแพทย์กล่าวว่า เดือนตุลาคม   เป็นเดือนรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านมทั่วทั้งโลกเพื่อให้ตระหนักถึงภัยร้ายจากโรคมะเร็งเต้านม เนื่องด้วยมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในหญิงไทยและสตรีทั่วโลก และประเทศไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลในปี 2554 พบผู้ป่วยรายใหม่ 12,613 คน หรือคิดเป็นอุบัติการณ์ 28.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ทั้งนี้กลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะพบในหญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่  มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน หรือเคยมีประวัติผ่าตัดเต้านมและมีผลชิ้นเนื้อผิดปกติ  มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี เคยรับการฉายรังสีบริเวณทรวงอก ก่อนอายุ 30 ปี การดื่มแอลกอฮอล์  และใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนนานกว่า5ปี

สำหรับวิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทำได้ด้วยการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนและควรได้รับการตรวจจากแพทย์หรือพยาบาลเป็นประจำทุกปี ถ้าพบความผิดปกติต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา หากพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก มีโอกาสรักษาหายขาดสูง ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nci.go.th และMobile Application รู้ทันโรคมะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

นายแพทย์อาคมชัย วีระวัฒนะ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการลดความเสี่ยง สามารถทำได้โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่  ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยง อาหารหมักดอง อาหารเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอดจนไหม้เกรียม ควรลดความเครียด  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน และหลีกเลี่ยงการใช้ยาฮอร์โมนเพศหญิง นอกจากนี้ก็ควรค้นหามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรกโดยการตรวจเต้านมด้วยตนเองสม่ำเสมอทุกเดือน ตรวจจากแพทย์เป็นประจำทุกปี และควรตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์เต้านม( แมมโมแกรม)ในผู้หญิงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไปก็จะช่วยค้นหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก็ขอให้รีบเข้าสู่กระบวนการรักษาตามมาตรฐานอย่าปล่อยทิ้งไว้หรือไปรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

เรื่องโดย :  พัชรี บอนคำ team content  www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก :  หนังสือคน (ทำไม) ไร้บ้าน

พื้นที่สร้างโอกาส ?หจก.คนไร้บ้าน? thaihealth

แฟ้มภาพ

คนไร้บ้าน เป็นกลุ่มประชากรที่มักพบเจอตามเมืองใหญ่ต่างๆ ปัจจุบันในหลายประเทศได้ให้นิยาม “คนไร้บ้าน” (Homeless) ว่าคือ กลุ่มคนที่ไร้ที่อยู่อาศัย ใช้ชีวิตที่อยู่หลับนอนในพื้นที่สาธารณะหรือศูนย์พักพิกสำหรับผู้ยากไร้ ภายใต้เงื่อนไขของความไม่มั่นคง ความยากจน การขาดการเข้าถึงสวัสดิการ และปัญหาทางครอบครัวดังกล่าวนี้ อาจกล่าวได้ว่า เกือบทุกคนมีโอกาสและเงื่อนไขที่ประสบ “อุบัติเหตุทางชีวิต” อันนำไปสู่การเป็นคนไร้บ้านได้

มีรายงานว่า คนไร้บ้านประมาณร้อยละ 40 มีรายได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไป ซึ่งเกือบทั้งหมดมีลักษณะเป็นการทำงานที่ปราศจากความมั่นคงและความแน่นอนทางรายได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีลักษณะของการเป็นแรงงานนอกระบบ รองลงมาประมาณร้อยละ 20 มีรายได้จากการขายของเก่า และร้อยละ 12 รายงานว่ามีแหล่งรายได้จากการค้าขาย นอกจากนี้มากกว่าครึ่งล้วนไม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และหากลงไปศึกษาอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่มีความสามารถ ศักยภาพในการประกอบอาชีพ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ข้อจำกัดในเรื่องความยั่งยืนในการดำรงชีวิต เพราะไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้ ชุมชนใหม่คนไร้บ้าน พุทธมณฑลสาย 2 จึงเกิดการจดทะเบียน หจก.คนไร้บ้านขึ้น เพื่อสร้างอาชีพให้คนไร้บ้านมีอาชีพได้อย่างมั่นคง

หจก.คนไร้บ้าน คืออะไร?

จากการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายคนไร้บ้านทำให้เกิดการทากิจกรรมด้านอาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกกลุ่ม ได้แก่ การปลูกผักในแปลงรวม เลี้ยงไก่ ปลาดุก เพาะเห็ด การรับซื้อของเก่า การรับเหมาต่อเติม ตัดแต่งต้นไม้ รับขนย้ายและรื้อบ้าน จากกลุ่มอาชีพทางเครือข่ายเห็นว่ามีต้นทุนที่จะสามารถพัฒนาเป็น หจก.คนไร้บ้าน จึงได้จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในปี 2559 เพื่อให้เกิดเป็นระบบธุรกิจที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์เฉพาะในการทำงานเพื่อสร้างอาชีพคนไร้บ้าน

มีแนวคิด โครงการธุรกิจเพื่อสร้างอาชีพให้คนไร้บ้านอย่างยั่งยืน โดยการใช้ต้นทุนจากเครือข่ายคนไร้บ้านเพื่อให้บริการตามทักษะอาชีพคนไร้บ้านที่เป็นสมาชิกของเครือข่าย

หจก.คนไร้บ้านได้รับการสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และ ASHOKA

มีเป้าหมาย  เพื่อให้การทำงานของคนไร้บ้านมีความยั่งยืน เป็นช่องทางในการพัฒนาการประกอบอาชีพที่ทำให้กลุ่มคนไร้บ้านมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าชีวิตของตนเอง ผ่านการทำงานและความพยายาม ได้เห็นถึงศักยภาพและคุณค่าของตัวเอง

มีกลุ่มอาชีพ หจก.คนไร้บ้าน 5 กลุ่ม คือ 1.งานช่าง 2.งานตัดแต่งต้นไม้ 3.งานเบเกอรี่ 4.งานเกษตร 5.งานแม่บ้านและทำข้าวกล่อง ภายใต้การดำเนินงานของคนไร้บ้านกว่า 20 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไร้บ้านที่อยู่กับเครือข่ายมานานกว่า 5 ปี และสำหรับคนไร้บ้านรายใหม่ที่สนใจเรื่องอาชีพก็สามารถเข้าไปติดต่อได้ที่ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย) เข้ารับการฝึกอาชีพ และหากสนใจ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะส่งชื่อมายัง หจก.คนไร้บ้านต่อไป

ขณะนี้ หจก.คนไร้บ้าน ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบระบบภายใน พัฒนาศักยภาพ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตัวตนของ หจก.คนไร้บ้าน หวังเห็นความเจริญเติบโต จำนวนสมาชิกที่มีงานทำเพิ่มขึ้น เช่นเดี่ยวกับชุมชนใหม่คนไร้บ้านที่อยู่ร่วมกันบนฐานของความรัก ความเข้าใจและการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หากท่านใดสนใจจะสนับสนุนงานของคนไร้บ้าน สามารถติดต่อเข้าไปที่ คุณญานิกา อักษรนำ หรือคุณบึง ผู้ประสานงานโครงการ หจก.คนไร้บ้าน 081-912-0213

และนี้คือเรื่องราวส่วนเล็กๆ ของคนไร้บ้านที่สร้างงานและสร้างโอกาสให้กับชาวชุมชน ซึ่งจะต้องพิสูจน์ตนให้เห็นถึงคุณค่าและการพัฒนาในลำดับต่อไป

ที่มา: สยามรัฐ

\'ฉี่หนู\'โรคที่พึงระวังหลังน้ำลด thaihealth

แฟ้มภาพ

จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของชาวบ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ในด้านการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะนับว่าเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน จ.สกลนคร ในรอบ 40 ปี รวมถึงพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาพเหตุการณ์ที่เราเห็นคือในยามที่พี่น้องชาวไทยประสบกับความยากลำบากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนก็ต่างยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือดังที่ปรากฏเห็นในสื่อที่เป็นโซเชียล ที่เราได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของเหล่าดาราและคนดังได้ระดม ความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ประสบอุทกภัยจนเกิดภาพความประทับใจของความเอื้ออาทรที่ทุกคนมีต่อคนไทยด้วยกัน

          แต่หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายสิ่งที่ประชาชนสงสัยในสิ่งที่ต้องเผชิญหลังน้ำลดคืออะไร ทีมงานไขประเด็นจึงได้นำข้อมูล และความรู้มาเพื่อเตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม หลังน้ำลดให้ระวังโรคฉี่หนูตามมา โดยนายแพทย์เจษฎาโชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลว่า "จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -29 ก.ค. 60 พบผู้ป่วยแล้ว 1,362 ราย เสียชีวิต 29 ราย โดยพบว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้ป่วย 674 ราย เสียชีวิต10 ราย ส่วนจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ศรีสะเกษ, นครราชสีมา, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี"คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งสามารถพบได้ทุกพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงน้ำลด ทั้งนี้ โรคไข้ฉี่หนู อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วันหลังจากเริ่มป่วยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายๆครั้ง จะพบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการปวดหัว ตาแดงแต่จะมีบางส่วนซึ่งมีอาการรุนแรง ในกลุ่มนี้จะมีอาการไตวาย (ปัสสาวะไม่ออก) ตับวาย (ตัวเหลือง ตาเหลือง)อาจมีอาการเหนื่อย ไอเป็นเลือด และช็อก(ไม่รู้สึกตัว) ในคนที่รอให้มีอาการมากแล้วจึงมารักษามักจะเสียชีวิต ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 4-5 หลังจากเริ่มมีไข้

          ปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อคือ บาดแผลบริเวณร่างกายที่โดนน้ำโดยเฉพาะเท้า บาดแผลอาจเป็นเพียงรอยถลอก หรือแม้แต่แผลจากน้ำกัดเท้า หากมีอาการดังกล่าว และมีประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำหรือในพื้นที่หลังน้ำท่วม ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และได้รับการรักษาโดยเร็ว กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ แช่น้ำ และในบางพื้นที่ที่น้ำลดจะมีปริมาณ เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมมาก ควรใส่รองเท้าบู๊ตหรือสิ่งป้องกันชั่วคราวสวมใส่บริเวณเท้าโดยเฉพาะช่วงทำความสะอาดบ้านเรือน หากมีข้อสงสัยสอบ ถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422"

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

?มะเร็งปากมดลูก?รู้ทันป้องกันได้ thaihealth

แฟ้มภาพ

บทความโดย : อ.นพ.สมภพ กุลจรัสนนท์ ภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรคมะเร็งปากมดลูกถือเป็นโรคร้ายใกล้ตัวของผู้หญิง และกว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะอันตรายแล้ว เราจึงควรรู้ถึงสาเหตุและวิธีป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

ในปัจจุบันพบว่าสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อว่า ไวรัส HPV (Human Papiloma Virus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 เมื่อมีเพศสัมพันธ์เชื้อไวรัส HPV จะเข้าไปสู่ปากมดลูกผ่านรอยถลอกของเยื่อบุผิวภายในช่องคลอด หลังจากนั้นเชื้อจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก ที่เรียกว่า ระยะก่อนมะเร็ง และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพในการก่อมะเร็งของไวรัสแต่ละชนิดรวมทั้งภูมิต้านทานของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้หลายวิธี เพื่อให้เข้าใจง่าย ขอแบ่งการป้องกันออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับปฐมภูมิ และระดับทุติยภูมิ

ระดับแรก ระดับปฐมภูมิ คือ การป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย การป้องกันระดับนี้มีหลายวิธี เช่น การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว การป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนั้น ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเป็นการฉีดเพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อไวรัส HPV ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแนะนำให้ฉีดในเด็กผู้หญิงอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

โดยวัคซีนชนิดนี้ ต้องทำการฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกเป็นเวลา 1 - 2 เดือน และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน โดยวัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 70 - 75 % ดังนั้นขอแนะนำว่าผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในช่วงอายุดังกล่าวควรนำบุตรหลานมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

ส่วนระดับที่สอง ได้แก่ ระดับทุติยภูมิ เป็นการตรวจคัดกรองเพื่อหาเซลล์ผิดปกติของปากมดลูกและนำไปสู่การรักษาก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งวิธีการตรวจคัดกรองมีหลายวิธี ได้แก่ วิธีตรวจหาเซลล์ผิดปกติบริเวณปากมดลูก หรือที่เรียกว่า “แปบสเมียร์” เป็นการตรวจที่ใช้ตรวจมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีความแม่นยำ นอกจากนั้นมีวิธีการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV โดยอาศัยหลักการที่ว่าถ้าไม่มีเชื้อไวรัสก็จะไม่กลายเป็นมะเร็ง

ที่มา: เว็บไซต์ women.thaiza

10 วิธีป้องกันโรคร้ายจากเทคโนโลยี thaihealth

แฟ้มภาพ

          ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีจริง ๆ และสำหรับคอเทคโนโลยีทั้งหลาย คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคร้ายอีกหลายโรค เพื่อเป็นการป้องกันสุขภาพ เราจึงมี 10 วิธีป้องกันโรคร้ายมาบอกค่ะ

          1. แว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ทั่วไป อาจจะไม่เพียงพอต่อการป้องกันแสง สำหรับคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน จึงควรเลือกแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่เคลือบป้องกันแสงจากหน้าจอโดยเฉพาะดีกว่า

          2. หลายคนรู้สึกสบายกว่าเวลาที่ดวงตาของเรามองลงต่ำ ถ้าจะให้ดีหน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 15-20 องศา หรือประมาณ 4-5 นิ้ว และเว้นระยะห่างจากดวงตาของเรา 20-28 นิ้ว

          3. เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงตาเมื่อยล้า อย่าลืมพักสายตาเมื่อใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ทุก ๆ สองชั่วโมง ควรพักสายตา 15 นาที และทุก ๆ ชั่วโมงให้ลองมองออกไปไกล ๆ 20 วินาที

          4. ลดแรงลงหน่อย หลาย ๆ คนใช้แรงมากเกินกว่าที่จำเป็นในงานที่ต้องใช้มือ ถ้าคุณต้องนั่งพิมพ์เป็นระยะเวลานาน พิมพ์เบา ๆ ก็พอ

          5. พักมือและข้อมือโดยการยืดและงอ อย่าสะบัด หรือหากเป็นไปได้ก็ควรหันไปทำงานอย่างอื่น ๆ แทนสักพัก

          6. สำหรับคนอยู่ในออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็น ความอบอุ่นของมือนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน ถ้ามือของคุณอยู่ในที่เย็น ก็ยิ่งเสี่ยงต่ออาการปวดหรือตึงมือ ถ้าปรับอุณหภูมิไม่ได้ ก็ควรหาถุงมือแบบที่ไม่มีนิ้วใส่ เพื่อให้อุ้งมือและข้อมืออุ่นตลอดเวลา

          7. ผศ.นพ.วิษณุ กัมทรทรัพย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช-พยาบาล แนะนำภายในการประชุมวิชาการเรื่อง Office syndrome ว่าให้เราจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ ด้านขวาของโต๊ะปล่อยโล่ง ไม่มีสิ่งของมากีดขวางและควรเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดคีย์บอร์ดได้ถนัด ประกอบกับตัวแป้นคีย์บอร์ดควรมีที่รองรับข้อมูล ไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำ ๆ ด้วย ส่วนเก้าอี้ควรเป็นแบบปรับขึ้นลงได้ และควรมีพนักพิงที่สามารถรองรับศีรษะได้

          8. เปิดเพลง ดัง ๆ ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ถ้าคุณไม่ได้ยินเสียงรอบตัวยามที่เสียบหูฟังแล้วล่ะก็ คุณควรจะลดระดับเสียงลง หากเพื่อนข้าง ๆ ยังได้ยินเสียงจากหูฟังของเรา นั่นแปลว่า ยังดังเกินไปอยู่นะคะ

          9. ป้องกันอาการปวดหลังด้วยการปรับเก้าอี้ให้มีความสูงพอเหมาะ และใกล้กับคอมพิวเตอร์มากพอที่เราจะไม่ต้องก้มตัว ในระหว่างนั่งให้วางเท้าอยู่กับพื้น เพื่อช่วยลดแรงกดด้านหลัง

          10. บางครั้งอาการปวดที่หลังส่วนบนหรือแม้แต่อาการปวดศีรษะ อาจเป็นเพราะว่า หลังของเราเหนื่อยล้ากับการต้องรับน้ำหนักแขน ตรงนี้ล่ะที่เท้าแขนสามารถช่วยได้ มันจะรับน้ำหนักของแขนเอาไว้ ทำให้คอและหัวไหล่ได้ผ่อนคลาย

ในยุคปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้ แต่เราป้องกันตัวเราเองได้เพื่อสุขภาพที่ดีของเราค่ะ

ถ้าเลือกได้คงไม่ใครอยากป่วย แต่เมื่อป่วยแล้ว ต้องรู้จักหาวิธีรับมือ แก้ให้ถูกจุด โดยเฉพาะใครที่อยากเป็นผู้แพ้ราบคาบให้กับโรคภูมิแพ้ตลอดชีวิต ลองมาทำความรู้จักกับโรคนี้ดู

เลิกเป็นคนขี้แพ้ซะที thaihealth

โรคภูมิแพ้ มีสาเหตุมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากบิดา มารดา หรือญาติเป็น จะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากกว่าคนอื่น คนที่เป็นภูมิแพ้อาจมีอาการเช่น จมูกอักเสบ หอบหืด หรือผื่นคัน ดังนั้น เมื่อทราบว่าเป็นภูมิแพ้แล้ว อันดับแรกที่ควรทำคือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้

1.ผู้ที่แพ้ฝุ่น (ซึ่งไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ โดยเฉพาะฝุ่นบ้านซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) จึงควรจัดการกับห้องนอนเป็นสิ่งแรกเพราะห้องนอนเป็นห้องที่มีจำนวนไรฝุ่นมากที่สุดในบ้าน โดยเฉพาะบนที่นอนซึ่งสามารถมีไรฝุ่นอาศัยอยู่ถึง 4 ล้านตัว นอกจากนั้นคนเรายังใช้เวลาหนึ่งในสามของทั้งหมดในการนอน การลดจำนวนไรฝุ่นสามารถทำได้โดยการใช้ที่นอนและหมอนที่ทำจากใยสังเคราะห์แทนนุ่นหรือขนนก การซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนและปั่นแห้งด้วยความร้อน (อุณหภูมิสูงกว่า 130 องศาฟาเรนไฮต์ หรืออุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส) หรือตากแห้งในแสงแดด การไม่เก็บตุ๊กตายัดไส้ไว้ในห้องนอน การใช้มู่ลี่แทนม่าน และการไม่ใช้พรม นอกจากนั้นคนที่แพ้ไรฝุ่นไม่ควรกวาดบ้านหรือปัดฝุ่นเอง แต่ถ้าจำเป็นก็ควรมีผ้าปิดจมูก

2.ผู้ที่แพ้เชื้อรา ควรพยายามลดความชื้นในบ้านซึ่งอาจทำได้โดยการเปิดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนั้นการปิดหน้าต่างยังป้องกันไม่ให้สปอร์ของเชื้อราจากภายนอกเข้ามาในบ้าน ท่านควรกำจัดบริเวณที่ชื้นภายในบ้าน เช่น ถาดรองใต้ตู้เย็นและกระถางต้นไม้ วอลเปเปอร์ ม่านห้องน้ำ และห้องน้ำที่อับชื้น การล้างบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำยาฟอกผ้าขาว  เช่น คลอร็อกซ์  สามารถกำจัดเชื้อราได้

3.ผู้ที่แพ้ละอองเกสรหญ้าและต้นไม้ สามารถหลีกเลี่ยงโดยการปิดหน้าต่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกสรปลิวเข้าบ้านและการไม่ออกจากบ้านในเวลาสายและบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่มีเกสรในอากาศสูงที่สุด

4.ผู้ที่แพ้ขนและรังแคจากสัตว์ ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ที่มีขน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรให้สัตว์อยู่นอกห้องนอนตลอดเวลาแม้จะไม่อยู่บ้าน สารก่อภูมิแพ้จากแมวสามารถตกค้างอยู่ในบ้านได้อีกหลายเดือนหลังจากแมวออกไปจากบ้าน

5.ผู้ที่แพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยการรับประทานจนอาจมีผลต่อภาวะโภชนาการ และก่อนซื้ออาหารควรอ่านฉลากให้ชัดเจนว่าอาหารนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. วันงดสูบบุหรี่โลก คำขวัญ วันงดสูบบุหรี่โลก กลอน วันงดสูบบุหรี่โลก ร่วม รณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก ความหมาย วันงดสูบบุหรี่โลก 2560 วันงดสูบบุหรี่โลก 2560 คําขวัญ

วันงดสูบบุหรี่ 31 พ.ค. วันงดสูบบุหรี่โลก

poster-hi-res WHO-60

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก คำขวัญ

 

ความเป็นมา วันงดสูบบุหรี่โลก

เริ่มมีการจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1988 โดยองค์การอนามัยโลก เนื่องจากเล็งเห็นอันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพ ของผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่ การจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบ และให้รัฐบาลชุมชนและประชากรโลก ตระหนักถึงความสำคัญและเข้าร่วมกิจกรรม

World-No-TobaccoDay

วันงดสูบบุหรี่โลก บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนเรื่องบุหรี่

การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้มีโอกาสเกิดโรคบางโรคมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค บุหรี่ยังทำให้เสียทรัพย์โดยไม่จำเป็นอีกด้วย
องค์การอนามัยโลกระบุชัดเจนว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สามารถป้องกันได้ และกำหนดให้ วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ( World No Tobacco Day) มีการกำหนดคำขวัญในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในแต่ละปี

วันงดสูบบุหรี่ วันงดสูบบุหรี่โลก 2556

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก คำขวัญ

กฎหมายคุ้มครอง วันงดสูบบุหรี่โลก

บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งต่อผู้สูบเอง และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สูดหายใจเอาอากาศที่มีควันบุหรี่เข้าไป เพราะควันบุหรี่ประกอบด้วยสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ นิโคติน ทาร์ เป็นต้น จากการสำรวจพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งปอดนั้น ร้อยละ 90 เป็นผลเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ และถ้าสูบเกินวันละ 1 ซอง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 5-20 เท่า นอกจากนี้ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบร้อยละ 80 และโรคหัวใจร้อยละ 50 ก็มีผลมาจากการสูบบุหรี่เช่นเดียวกันทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535
    มีสาระสำคัญคือ การประกาศเขตปลอดบุหรี่ โดยแบ่งเขตปลอดบุหรี่ออกเป็น 4 กลุ่มคือ
    – เขตปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง เช่น รถยนต์โดยสารประจำทางทั้งที่ปรับอากาศและไม่ปรับอากาศ แท็กซี่ ตู้รถไฟปรับอากาศ ห้องชมมหรสพ
    – เขตปลอดบุหรี่ทั้งหมดเช่น โรงเรียน ห้องสมุด ยกเว้น ห้องส่วนตัว
    – เขตปลอดบุหรี่เกือบทั้งหมด เช่น สถานพยาบาล ศูนย์การค้า สถานที่ราชการ และรัฐวิสาหกิจ หากจะสูบก็ให้สูบเฉพาะเขตสูบบุหรี่
    – เขตปลอดบุหรี่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ เช่น ตู้รถไฟโดยสารทั่วไป(ไม่ปรับอากาศ) และร้านขายอาหารทั่วๆ ไป เฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ แต่ต้องจัดเขตสูบบุหรี่ไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด
  2. พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
    มีสาระสำคัญคือการห้ามขายบุหรี่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท ห้ามขายสินค้าอื่นและแถมบุหรี่ให้ หรือ ขายบุหรี่แล้วแถมสินค้าอื่นๆ และห้ามการโฆษณาทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
    การรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ มิใช่จะกระทำแค่วันเดียว แต่ต้องทำอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อสุขภาพและอนามัยที่ดีแก่ตนเองและผู้ใกล้ชิด

ที่มา: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

กล้วยดิบ แก้ท้องเสีย : กล้วยสุก แก้ท้องผูก thaihealth

แฟ้มภาพ

กล้วยดิบ มีสารฝาดสมานที่เรียกว่า แทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสีย กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุกเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ประปรายนั้น เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย และกล้วยสุกงอม มีฤทธิ์ช่วยระบาย เนื่องจากมีเพ็กตินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มกากให้กับลำไส้ เมื่อผนังลำไส้ถูกดันก็จะทำให้รู้สึกอยากขับถ่าย

กล้วยดิบ แก้ท้องเสีย

กล้วยดิบ มีสารฝาดสมานที่เรียกว่า แทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสีย กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุกเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ประปรายนั้น เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย

นอกจากแก้ท้องเสียแล้ว ยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ เพิ่มกากเวลาถ่าย และมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้น การใช้กล้วยแก้ท้องเสียเท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมชดเชยกับที่สูญเสียไปเวลามีอาการท้องร่วง ถ้าร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมไปมากๆ จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ ในคนสูงอายุอาจทำให้หัวใจวาย และเสียชีวิตได้

กล้วยสุก แก้ท้องผูก

กล้วยสุกงอม มีฤทธิ์ช่วยระบาย เนื่องจากมีเพ็กตินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มกากให้กับลำไส้ เมื่อผนังลำไส้ถูกดันก็จะทำให้รู้สึกอยากขับถ่าย นอกจากนี้ กล้วยยังมีเส้นใยอาหารชนิดหนึ่งที่ร่างกายไม่ย่อย เรียกว่าอินูลิน ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ หรือโพรไบโอติก ซึ่งทำหน้าที่ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ

เนื่องจากกล้วยน้ำว้าสุกมีฤทธิ์ระบายไม่แรงมาก จึงต้องกินเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะเห็นผล โดยสังเกตได้ว่าอุจจาระจะเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื่องจากการทำงานของโพรไบโอติกนั่นเอง อีกทั้งกล้วยยังช่วยหล่อลื่นในการขับถ่าย จึงไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก และรู้สึกว่าถ่ายออกหมดไม่เหลือกากตกค้าง

ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐ

สุขภาพดี ชีวีสดใสด้วย ?3 อ. 2 ส.? thaihealth

แฟ้มภาพ

          ปัจจุบันคนเราหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งการเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ การกินวิตามินเสริมต่างๆ ออกกำลังกาย เล่นโยคะ ฯลฯ ซึ่งวันนี้คอลัมน์ “ศุกร์สุขภาพ” ก็มีเคล็ดลับการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ มาฝากกัน เพียงแค่ปฏิบัติตามหลัก “3 อ. 2 ส.” ซึ่งได้แก่ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย ไม่ดื่มสุรา และไม่สูบบุหรี่ โดยมีหลักการ ดังนี้

          อาหาร เริ่มจากการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อ นอกจากนี้ควรลดอาหารหวานโดยการชิมก่อนปรุง อ่านฉลากก่อนซื้อ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน และขนมหวาน เพราะการกินหวานมากเกินไป ?ร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานได้หมดและเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามอวัยวะต่างๆ ส่งผลให้อ้วน และเกิดโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด

          งดกินเค็ม เพราะการกินโซเดียมหรืออาหารรสเค็มมากเกินไป ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจะทำให้มีโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น เส้นเลือดในสมองแตก ไตวาย เป็นต้น เราควรได้รับปริมาณของโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวันหรือเท่ากับ 1 ช้อนชา จึงควรลดการเติมเครื่องปรุงรสเค็ม หลักเลี่ยงการกินอาหารแปรรูป เช่น ผักผลไม้ดอง ไข่เค็ม ไส้กรอก ปลาร้า งดกินอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด ตลอดจนขนมขบเคี้ยวต่างๆ และอ่านฉลากก่อนซื้ออาหารแปรรูปและสำเร็จรูป

          อารมณ์ เป็นเรื่องทางใจที่ทุกคนต้องให้ความใส่ใจไปไม่น้อยกว่าสุขภาพกาย เพราะหากใจป่วยแล้วก็จะทำให้กายพลอยป่วยไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความเครียดนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่หากเราเครียดในระดับพอดี จะช่วยกระตุ้นให้เรามีพลังที่จะเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ดีขึ้น

          หากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเครียด ควรรีบจัดการแก้ปัญหานั้นให้เร็วที่สุด โดยไม่ควรใช้อารมณ์ อย่าหนีปัญหา อย่าคิดโทษตัวเอง หรือโยนความผิดให้คนอื่น แต่ควรใช้เหตุผลคิดพิจารณาก่อนแล้วจึงลงมือแก้ปัญหา และพยายามมองโลกในแง่ดี

          นอกจากนี้ยังควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ท่องเที่ยว หรือเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ ก็จะช่วยคลายความเครียดลงได้

          ออกกำลังกาย การออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์ทั้งทางร่างกายและยังช่วยให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส คลายเครียดได้อีกด้วย คุณสามารถเลือกออกกำลังกายที่คุณชื่นชอบหรือถนัด โดยควรออกกำลังกายครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป และทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน

          ไม่ดื่มสุรา เพราะการดื่มสุรามีโทษต่อร่างกายหลายอย่าง ทั้งระบบประสาท สมอง หัวใจ สูญเสียการทรงตัว ความทรงจำ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะบวม ตับอ่อนอักเสบ ตับแข็ง และนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งตับ สตรีตั้งครรภ์ หากดื่มสุราก็จะทำให้ลูกพิการ ส่งผลเสียต่อสังคม เพราะการดื่มสุราจะออกฤทธิ์กดระบบประสาท ทำให้การตัดสินใจบกพร่อง และก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เป็นอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้าง การไม่ดื่มสุราจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ในกรณีของคนไข้ หากเลิกสุราได้ก็จะทำให้มีสุขภาพดีขึ้น

          ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่นั้นเป็นอันตรายอย่างมาก กล่าวคือ ทำให้ผมร่วง สมองฝ่อ ต้อกระจก ฟันผุ ผิวหนังอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่สูบบุหรี่เป็นเวลานาน ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับบุหรี่ด้วยเช่นกัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดบุหรี่ ก็ควรเลิกเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง และคนที่คุณรัก หากต้องการปรึกษาและขอคำแนะนำโทร. 1600

          เห็นความสำคัญของหลัก “3 อ.2 ส.” กันแล้ว หากทุกคนปฏิบัติตามได้ครบถ้วน ก็จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ

ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐ

ระวัง!!! น้ำตาลในชานมไข่มุก thaihealth

แฟ้มภาพ

          ช่วงนี้อากาศร้อนถึงร้อนมาก การหาเครื่องดื่มเย็นดับร้อนสักแก้ว นับว่าดีต่อใจของใครหลายคน ปัจจุบันเครื่องดื่มเย็นมีให้เห็นหลากหลายรูปแบบ ทั้งกาแฟแบรนด์เนม โกโก้ และชานมหลายยี่ห้อ ชานมที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ ชานมสัญชาติไต้หวัน

          เมื่อก่อนเราจะเห็นแค่การเติมไข่มุก เดี๋ยวนี้มีการเพิ่มท็อปปิ้งชนิดต่างๆ ทั้งวุ้นสี เยลลี่หลากสีสัน เพื่อดึงดูดให้ลองชิม

          ชานมไข่มุก 1 แก้ว จัดว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เพราะประกอบด้วย ชา ครีมเทียม น้ำตาลทราย นมข้นหวาน ไข่มุก และผงเครื่องดื่มสำเร็จรูปแต่งกลิ่น บางคนในหนึ่งวันดื่มมากกว่า 2 แก้ว ก็ได้รับน้ำตาลปริมาณมากเข้าไปเต็มๆ

นอกจากในน้ำชาจะมีน้ำตาลเยอะแล้ว ไข่มุกเม็ดโตที่ทำมาจากการนำแป้งมันมาต้มกับน้ำตาล ก็ยิ่งเพิ่มความหวานเข้าไปอีก หากร่างกายได้รับน้ำตาลเข้าไปปริมาณมากๆเป็นประจำ  อันตรายจากโรคร้ายสารพัดจะตามมา ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด และอีกสารพัดโรค

          ปกติในหนึ่งวันเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา (ประมาณ 24 กรัม) วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างชานมไข่มุกจาก 5 ร้านค้า ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาหาปริมาณน้ำตาลทั้งหมด ผลที่ได้พบว่าในชานมไข่มุก 1 แก้ว มีปริมาณน้ำตาลประมาณ 25.50-36.45 กรัม

          เห็นผลอย่างนี้แล้ว หากอดใจไม่ได้ควรทานแต่น้อยในปริมาณที่พอเหมาะ และหันมาดื่มน้ำสะอาดแทน เพื่อสุขภาพที่ดีของเราในระยะยาว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้อนนี้ดูแลตัวเองอย่างไร thaihealth

แฟ้มภาพ

          ฤดูร้อนมาถึงอีกแล้ว อากาศอบอ้าว ร้อนและร้อนมาก เพราะฤดูร้อนหยางชี่มีมาก ส่องลงพื้นดินจนร้อนระอุ ส่งผลร่างกายเกิดการเผาผลาญอย่างคึกคัก รูขนเปิด หยางชี่ระบายออกข้างนอกพร้อมเหงื่อ เหงื่อออกมาก กินอาหารได้น้อย อารมณ์ไม่ค่อยปลอดโปร่ง หงุดหงิดง่าย ส่วนยินชี่หลบเร้นอยู่ข้างใน กลางวันยาว กลางคืนสั้น เวลาในการพักผ่อนจึงสั้นลง

          จึงควรต้องดูแลตัวเองในฤดูอันร้อนระอุนี้ ด้วยการ

          1.อากาศร้อนมาก รูขนเปิด เหงื่อออกง่าย เป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ดังนั้นการใส่เสื้อผ้าต้องบางเบาสีอ่อน ให้ลมพัดผ่าน ความร้อนระบายออกได้สะดวก หลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางแดดร้อน โดยเฉพาะช่วงเที่ยงและบ่าย หรือหากจำเป็นต้องใส่หมวกหรือกางร่ม เพราะถ้าร้อนมากๆ จะมีความเสี่ยงที่จะเป็น "ลมแดด" หรือ ที่ชอบเรียกว่า "ฮีทสโตรก"

          เหงื่อออกเป็นการระบายความร้อน แต่เหงื่อ เป็นน้ำของหัวใจ ออกมากเกินไปจะกระทบถึงหัวใจ เกิดอาการอ่อนเพลีย ใจเต้นเร็ว ใจสั่นได้ เหงื่ออกมาเป็นการเสียน้ำ จึงควรเติมน้ำให้พอเพียงต่อร่างกาย โดยดื่มทีละน้อย ดื่มบ่อยๆ ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ควรดื่มครั้งละมากๆ หากดื่มชาร้อนได้ยิ่งดี

          ไม่ควรดื่มน้ำแช่เย็น หรือกินไอศกรีมในขณะเหงื่อยังไม่แห้ง หรือ ร่างกายกำลังร้อนจัดๆ จะทำให้หลอดเลือดที่กำลังขยาย รูขนกำลังเปิด ความร้อนกำลังระบายออก หดตีบลงทันที เบาๆ ก็แค่เสี่ยงต่อการเป็นหวัดร้อน ที่หนักเสี่ยงต่อชีวิตก็คือ หลอดเลือดสมองและหัวใจเป็นตะคริว ตีบ เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เลี้ยงหัวใจไม่พอ ทำให้สมองขาดเลือด เส้นเลือดแตก หรือ หัวใจขาดเลือดจนหัวใจวาย

          ฤดูร้อนเป็นฤดูเชื่อมโยงกับหัวใจ หัวใจควบคุมจิตอารมณ์ ความร้อนระอุของฤดูร้อนทำร้ายหัวใจ จึงหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย ใจร้อนง่าย ใจเต้นเร็ว ใจสั่น จึงควรอยู่ในที่เย็นสบาย มีลมพัดผ่อน ผ่อนคลายอารมณ์ จะได้ไม่เป็นการเติมไฟหัวใจให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น พยายามสงบจิตอารมณ์ สุขุมเยือกเย็น ผ่อนคลาย การนอนสักงีบช่วงกลางวันจะช่วยลดไฟหัวใจลงได้

          2.ฤดูร้อน กลางวันยาว กลางคืนสั้น จึงต้อง "นอนดึกตื่นเช้า" เพื่อให้สอดคล้องกับยินหยาง เพราะกว่าหยางจะอ่อนลงต้องดึกหน่อย ยินชี่กว่าจะพร้อมต้องรอดึกหน่อย ยินชี่เพียงพอแล้วค่อยนอน และต้องตื่นเช้าเพื่อรับกับหยางชี่ที่กำลังมาเต็มที่ อากาศตอนเช้าดี ไม่ร้อน สดชื่น เหมาะกับการออกกำลังกายนอกบ้าน สายจนตะวันโด่งแล้วจะร้อนเกินไป

          แต่ทุกวันนี้มีข้อยกเว้น เพราะทุกบ้านมีแอร์เย็นฉ่ำ นอนเมื่อไรก็ได้ ไม่ควรนอนพื้นปูนหรือกระเบื้องเย็นๆ เพราะพื้นเย็นๆ จะดูดเอาความร้อนในร่างกาย พอตื่นขึ้นมาหรือนานไปจะปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย นานวันเป็นโรคปวดไขข้อได้

          พัดลมไม่ควรจ่อตัว แอร์ไม่ควรให้อุณหภูมิห่างจากข้างนอกมากเกินไป จะทำให้เจ็บป่วยง่าย เสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อควรเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นจะเป็นเกลื้อน การใส่เสื้อผ้าต้องบางเบา ให้ลมผ่านได้ แต่ถ้าออกแดดควรใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวกหรือกางร่ม สังเกตไหมว่า ประเทศที่อยู่แถบทะเลทราย ชอบใส่เสื้อผ้าสีขาว ผ้าพลิ้วบาง ปิดหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นแต่หน้า เพราะใส่แบบนี้จะไม่แสบร้อนผิว เป็นการปกป้องผิวที่ดีทีเดียว

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

วันนอนหลับโลก (World Sleep Day)  thaihealth

แฟ้มภาพ

หลายๆ คนอาจจะเคยประสบปัญหาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยครั้ง เพราะในแต่ละวันเราต้องเจอกับเรื่องราว หรือปัญหาต่างๆ มากมายที่คอยเรียงแถวเข้ามาก่อกวนจิตใจให้วุ่นวายจนเป็นอันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรื่องราวแย่ๆ เหล่านั้นมักวนเวียนอยู่ในหัวสมองทั้งวัน ทำให้บ่อยครั้งเรามักจะใช้ตัวช่วยอย่าง “ยานอนหลับ” ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ลืมเรื่องราวต่างๆ ไปได้บ้าง ที่สำคัญยังทำให้เราหลับสบายจนถึงเช้าอีกด้วย

ถ้าเกิดสิ่งเราบอกไปนั้นมันเกิดขึ้นแค่ครั้ง สองครั้งก็ยังพอทน แต่ถ้าเกิดว่ายังมีครั้งที่สาม สี่ หรือห้าตามแล้วละก็ ให้ระวังไว้เลยว่าคุณกำลังมีปัญหาด้านการนอนหลับเข้าแล้ว  จึงเป็นที่มาของกิจกรรมที่เรียกได้ว่ารณรงค์กันไปทั่วโลกอย่าง “The World Sleep Day” หรือ กิจกรรม “วันนอนหลับโลก” ที่มักจะจัดขึ้นทุก “วันศุกร์” สัปดาห์เต็มที่ 2 ของเดือน “มีนาคม” ในทุกๆ ปี (Friday of the second full week of March) ซึ่งในปี 2017 นี้ ก็ตรงกับวันศุกร์ที่ 17 มีนาคม โดยมีสโลแกนว่า "Good Sleep is a Reachable Dream" โดยเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ทุกคนหันมาตระหนักถึงปัญหาการนอนหลับที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคุณ แต่ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ทั่วโลก จะเรียกว่าเป็น “โรคระบาด” กลายๆ ก็ไม่ผิด

โดยคณะกรรมการที่จัดงานวันนอนหลับโลก ของ “WASM” หรือ “The World Association of Sleep Medicine” ได้กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 เพื่อเป็นการให้ทุกคนบนโลกนั้นตระหนักและให้ความสำคัญกับ “ปัญหาการนอนหลับ” ที่แม้ว่าจะเป็นแค่จุดเล็กๆ แต่หากว่าเกิดขึ้นแล้ว มันจะสร้างภาระเรื้อรังต่อเนื่องมาไม่รู้จบ ซึ่งคณะกรรมการก็จะเน้นไปที่การสร้างกิจกรรมในชุมชน สังคม ให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาวะดังกล่าว การศึกษาหาที่มาของปัญหา ค้นคว้าตัวอย่าง มุมมองสังคมที่มีปัญหา รวมถึงการขับเคลื่อนต่างๆ ผ่านการสร้างความเข้าใจ แนะให้เกิดการเรียนรู้วิธีการป้องกันที่สามารถทำได้ อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการจัดการปัญหาภาวะการนอนหลับอย่างตรงจุด

กิจกรรมวันนอนหลับโลก หรือ “The World Sleep Day” นอกจากเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการเฉลิมฉลองการมีสุขภาพดี สะท้อนให้เห็นข้อดีของการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ หรือถ้าให้ตรงกับสำนวนไทยบ้านเราก็คือ “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ไม่อยากให้ใช้ “ยา” เป็นเครื่องมือรักษาให้เราสุขภาพดีตลอดไป แต่อยากให้เรารู้จักใช้ชีวิต หมั่นออกกำลัง และจัดการกับภาวะที่เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างเหมาะสม เมื่อถึงวันนั้นเราก็จะสามารถยิ้มได้แบบไม่ต้องมีกังวลเลย

ที่มา : นศภ.ปณิดา ไทยอ่อน นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคเกาต์ (gout) เกิดจากการสะสมผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (monosodium urate) ในน้ำไขข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ สืบเนื่องจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง (hyperuricemia) ที่มีค่ามากกว่า 6 และ 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในเพศหญิงและชายตามลำดับ

โรคเกาต์ ดูแลอย่างไรดี thaihealth

แฟ้มภาพ

ทั้งนี้การตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์ทำได้โดยการตรวจพบผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต จากน้ำไขข้อหรือก้อนที่เห็นเป็นตะปุ่มตะป่ำ เรียกว่าก้อนโทฟัส (tophus) อย่างไรก็ตามระดับกรดยูริกในเลือดสูงอย่างเดียวนั้น ยังไม่สามารถที่จะยืนยันว่าเป็นโรคเกาต์ได้ ต้องมีอาการปวดบวมที่ข้อ หรือพบก้อนโทฟัส (tophus) ร่วมด้วย1,2 โรคเกาต์ ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่พบบ่อยมีอุบัติการณ์การเกิด 4.3 คนต่อประชากรไทย 100,000 คน3 พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะให้ผู้ป่วยรับมือกับโรคเกาต์ได้ คือความเข้าใจในตัวโรคและการดูแลที่ถูกต้อง

โรคเกาต์ สามารถแบ่งได้ 3 ระยะ คือเมื่อเกิดอาการปวดข้อขึ้นมาหรือกำเริบอีกครั้ง เราเรียกว่า ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน (acute gouty arthritis) โดยทั่วไปสามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์4 แต่ละคนอาจมีสาเหตุกระตุ้นอาการปวดข้อที่ไม่เหมือนกัน เช่น ปวดเมื่อมีอากาศหนาวเย็น5 การรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง6 (เนื่องจากพิวรีนสามารถเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นกรดยูริกได้) การดื่มแอลกอฮอล์7,8 หรือการใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น2 ในขณะที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ไม่มีอาการปวดข้อจะเรียกว่า ระยะปลอดอาการ (intercritical period) สุดท้ายหากปล่อยให้เกิดระดับกรดยูริกสูงบ่อยๆ จะนำไปสู่โรคเกาต์ ระยะเรื้อรังที่มีก้อนโทฟัส (chronic tophaceous gout) กลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังหลายๆ ข้อ อาการอักเสบกำเริบรุนแรงมากบ้างน้อยบ้างสลับกันไป และมีการทำลายของกระดูกข้อต่อเพิ่มมากขึ้น3

ยารักษาโรคเกาต์กำเริบเฉียบพลัน ใช้เมื่อมีอาการปวด เพื่อลดการอักเสบภายในข้อสามารถหยุดยาได้เมื่ออาการปวดข้อดีขึ้นแล้ว1,2 ยาที่ใช้เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่

ยาโคชิซิน (colchicine) ออกฤทธิ์โดยลดการอักเสบจากผลึกของกรดยูริก และลดการทำลายข้อกระดูกจากการทำงานของเม็ดเลือดขาว9

ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs) เช่น นาพรอกเซน (naproxen) อินโดเมทาซิน (indomethacin) ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบทำให้อาการปวดบวมข้อทุเลาลง9

ยากลุ่มสเตียรอยด์ชนิดกิน (oral glucocorticoids) เช่น ยาเพรดนิโซโลน (prednisolone) ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ9

ยารักษาโรคเกาต์อีกประเภทหนึ่ง คือยาลดกรดยูริก ใช้เมื่อมีข้ออักเสบกำเริบเป็นๆ หายๆ บ่อยกว่า 2 ครั้งต่อปี มีข้ออักเสบเรื้อรัง หรือมีปุ่มโทฟัสเกิดขึ้น ยาประเภทนี้มีจุดประสงค์เพื่อละลายผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรตออกจากเนื้อเยื่อและป้องกันไม่ให้ตกผลึกเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องรับประทานไปตลอดชีวิต1 มีด้วยกัน 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มยายับยั้งการสร้างกรดยูริก (uricostatic agents)1,2 มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidaseได้แก่ อัลโลพิวรีนอล (allopurinol) เฟบบูโซสตัท (febuxostat)

กลุ่มยาเร่งการขับกรดยูริกทางไต (uricosuric agents)1,2 ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการดูดกลับของกรดยูริกผ่านหลอดไตฝอย ทำให้กรดยูริกในเลือดลดลง ได้แก่ โพรเบเนซิด (probenecid) ซัลฟินไพราโซน(sulfinpyrazone) เบนซ์โบรมาโรน (benzbromarone)

นอกจากการใช้ยาอย่างถูกต้องแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโรคเกาต์ให้ดียิ่งขึ้น เช่น

ลดการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง10 ซึ่งอาหารดังกล่าว ได้แก่

สัตว์ปีก เช่น เป็ด ห่าน ไก่

เครื่องในสัตว์ เช่น เซ่งจี้ ตับหมู มันสมองวัว ตับอ่อน ไต

ปลาและสัตว์น้ำบางชนิด เช่น ปลาไส้ตัน ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน ปลาดุก ไข่่ปลา กะปิ กุ้งชีแฮ หอย

ผักและธัญพืชบางชนิด เช่น ชะอม กระถิน ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ

เห็ด ยีสต์

หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์ พบว่าผู้ป่วยโรคเกาต์ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดเกาต์มากขึ้นประมาณ 2.5 เท่า เนื่องจากในเบียร์มีพิวรีนปริมาณมากสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้8

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย และยาที่ใช้บางตัวอาจส่งผลให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้นได้ เช่น ยาขับปัสสาวะกลุ่ม thiazide ยาไซโคลสปอริน (cyclosporine) ยาแอสไพรินขนาดต่ำ (ต่ำกว่า 1 กรัมต่อวัน) จึงควรมีการติดตามระดับกรดยูริกในเลือดสม่ำเสมอ โดยสรุปแล้วการดูแลโรคเกาต์นั้นไม่ยากหากผู้ป่วยมีความเข้าใจในตัวโรค และการใช้ยาอย่างถูกต้องร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคู่กันไป จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการปวดข้อ ลดการรุดหน้าของโรคไม่ให้รุนแรง และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นอีกด้วย

ที่มา : เภสัชกร สุรศักดิ์ วิชัยโย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หลายคนอาจคุ้นเคยหรือเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับยาบางตัวในกลุ่มมิดาโซแลม (midazolam) ที่มีการนำมาใช้ผสมเครื่องดื่มเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชายที่อาจตกเป็นเป้าหมาย

ยาที่ผู้หญิงพึงระวัง thaihealth

แฟ้มภาพ

ทั้งนี้ เนื่องจากยาดังกล่าวมีฤทธิ์ทำให้หลับ อีกทั้งหลังจากตื่นขึ้นมาจะจำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะได้รับยานั้นไม่ได้ แต่ปัจจุบัน เริ่มมีการลักลอบนำเข้าสารอื่นๆ มาใช้ในการล่วงละเมิดทางเพศหลากหลายชนิดมากขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

สารที่หวังผลเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ เช่น

แมลงวันสเปน (Spanish fly) ถูกผลิตออกมาหลายรูปแบบ เช่น เป็นของเหลวใส เป็นผงหรือผลึก ซึ่งนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยการหยดหรือผสมลงไปในเครื่องดื่ม เนื่องจากสารแคนธาริดิน (cantharidin) จากแมลงวันสเปน มีฤทธิ์กัดกร่อน จึงทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้มีเลือดไปคั่งที่หลอดเลือด รวมทั้งมีการอักเสบที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลต่ออารมณ์ทางเพศของแมลงวันสเปน อีกทั้ง ด้วยฤทธิ์กัดกร่อนของสารชนิดนี้ จึงสามารถทำให้เกิดแผลตามอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น เกิดแผลและเลือดออกได้ทุกบริเวณตลอดทางเดินอาหาร ตั้งแต่ปากจนถึงทวารหนัก ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออาจมีเลือดออกที่อวัยวะเพศ นอกจากนี้ ยังมีผลทำลายไต เป็นต้น

สารระเหยกลุ่มไนไตรท์ เป็นสารที่มีกลิ่นฉุน อยู่ในรูปของเหลวบรรจุในภาชนะขนาดประมาณ 10 ซีซี เนื่องจากสารชนิดนี้มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด หลังจากสูดดมจึงทำให้รู้สึกอุ่นๆ หรือร้อนวูบวาบ โดยเฉพาะที่บริเวณใบหน้าและลำคอ อีกทั้งยังทำให้มีอาการมึนงง เวียนศีรษะ ขาดความยั้งคิด ซึ่งผลดังกล่าวเชื่อว่าช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ สำหรับผู้ที่สูดดมสารนี้ นอกจากอาจถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้ว ผลเสียอื่นๆที่อาจเกิด ได้แก่ หากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกำลังใช้ยาขยายหลอดเลือดรวมทั้งไวอกร้าอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวมากจนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสมอง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และเนื่องจากไนไตรท์สามารถเข้าไปในเม็ดเลือดแดง แล้วส่งผลให้เม็ดเลือดแดงจับกับออกซิเจนได้น้อยลง จึงอาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน อีกทั้งมีโอกาสทำให้ผู้ที่มีภาวะพร่องเอ็นไซม์จีซิกพีดี (G6PD deficiency) เกิดเม็ดเลือดแดงแตกได้ นอกจากนี้ ฤทธิ์ต่อระบบประสาทของสารดังกล่าว ทำให้ขาดความยั้งคิด ซึ่งส่งเสริมให้มีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น ไม่ใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น จนนำมาสู่การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นอันตรายได้

สารที่ทำให้มีอาการมึนเมาหรือสลบ เช่น

สารจีเอชบี (GHB = gamma-hydroxybutyrate) มักอยู่ในรูปของเหลวใสหรือเป็นผง ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสชาติ ซึ่งนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยการหยดหรือผสมลงไปในเครื่องดื่ม สารชนิดนี้มีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับและยาสลบ ทำให้ง่วงซึม มึนงง เคลิบเคลิ้ม และไม่สามารถจำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นขณะได้รับยา ซึ่งนอกจากจะถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้ว ผู้ที่รับประทานสารชนิดนี้ อาจได้รับผลเสียอื่นๆ เช่น หากใช้ในปริมาณมาก หรือผสมกับแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มฤทธิ์การกดสมอง จนทำให้กดการหายใจ กดการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ชักและหมดสติ ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต

ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) เป็นยากลุ่มมิดาโซแลม ผลการกดสมองจึงคล้ายกัน ยานี้มีข้อบ่งใช้ในทางการแพทย์หลายอย่าง แต่มีการนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยการผสมลงไปในเครื่องดื่มเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ หากใช้ในปริมาณมาก หรือผสมกับแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มฤทธิ์การกดสมอง เช่น กดการหายใจจนเสียชีวิตได้เช่นกัน

สารเหล่านี้มักมีการซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ท และยังมีผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่นอีก เช่น หมากฝรั่ง และบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าประกอบด้วยสารชนิดใด ดังนั้น เมื่อทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว สาวๆ และหนุ่มๆทั้ งหลาย ควรระมัดระวังตัว และรู้วิธีการที่จะป้องกันตนเอง เช่น ไม่ดื่มเครื่องดื่มหรือรับประทานอาหารจากคนแปลกหน้า ไม่ทดลองสูดดมสารระเหยต่างๆจากการชักชวนของเพื่อนหรือคนอื่นๆ โดยเฉพาะกรณีที่อยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีบุคคลที่ไว้ใจอยู่ด้วย เป็นต้น

สำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาหรือคิดที่จะใช้สารเหล่านี้ในการล่วงละเมิดทางเพศหรือแม้แต่การใช้กับคู่รักของตนเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ควรหยุดความคิดและการกระทำนั้น เพราะไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่อาจส่งผลเสียรุนแรงจนทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ออกกำลังกายชุบชีวิต ลดโรคสูงวัย thaihealth
แฟ้มภาพ

การออกกำลังกายในผู้สูงอายุช่วยลดโรคที่เกิดจากความชรา ชะลอความเสื่อมของร่างกาย ทำให้หัวใจ หลอดเลือด และปอดแข็งแรง รวมทั้งกระดูกที่แข็งแรงช่วยให้คุณลุงคุณป้าทรงตัวดีขึ้น เดินเหินอย่างคล่องแคล่ว

การเอ็กเซอร์ไซส์ต่างๆ ยังช่วยชะลอโรคกระดูกพรุน ซึ่งการออกกำลังกายแต่ละชนิดมีประโยชน์ต่อสุขภาพแตกต่างกัน สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่เคยออกกำลังกายและมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกายจริงจัง

ผศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ อาจารย์ประจำหน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยหลักการออกกำลังกายของผู้สูงอายุว่า มีต้นแบบที่ดีจากโครงการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงานในองค์กรด้วยการวางระบบ Intervention & Tools เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งข้อควรปฏิบัติที่แนะนำมีมากมาย ประกอบด้วย ให้เริ่มออกแรงตามขีดความสามารถแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนถึงการออกกำลังกายที่ใช้กำลังระดับปานกลางที่ทำให้หายใจแรงขึ้น ยังสามารถพูดคุยได้จบประโยค แต่ไม่หอบเหนื่อย ส่วนระยะเวลาควรเริ่มจากเวลาสั้นๆ และสะสมขึ้นเป็นระยะเวลา 30 นาทีต่อวัน หรืออาจจะแบ่งช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงละ 10-15 นาทีก็ได้

ผศ.พญ.พิมพ์ใจกล่าวต่อว่า ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ หรืออีกทางเลือกให้เคลื่อนไหวออกแรงในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น ทำงานบ้าน เดินไปธุระ ทำสวน ทำกิจกรรมเหล่านี้อย่างน้อยวันละ 30 นาที ส่วนผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวให้พิจารณาการฝึกความแข็งแรงโดยเหยียดยืดกล้ามเนื้อก่อน แต่ถ้าทรงตัวดีแล้วจะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกได้ และควรฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในท่านั่ง ได้แก่ การเหยียดคอ ข้อเท้า หลังและเข่า เตะเท้า ยกแขน ในท่ายืน เช่น การเหยียดน่อง เขย่งปลายเท้าสลับยืนบนส้น เหวี่ยงขาออกข้าง ย่อเข่า งอและเหยียดสะโพก โยกลำตัว เป็นต้น

โดยให้ทำซ้ำๆ ในท่าเดิมอย่างละ 10 ครั้งทั้งซ้ายและขวา ควรทำทุกวันหรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมถึงให้ทำการเหยียดยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการออกกำลังกายแบบแอโรบิกด้วยยาอายุวัฒนะช่วยยืดอายุผู้สูงวัยยังรวมการออกกำลังกายแบบแอโรบิก อาจารย์จากภาควิชาอายุรศาสตร์แนะ นำอีกว่า การเดินวิ่งเร็วสักวันละครึ่งชั่วโมง การเต้นรำ การว่ายน้ำ หรือถีบจักรยานอยู่กับที่ เป็นแนวทางแอโรบิกที่ทำได้ที่บ้าน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องระวังให้มากในคนชรา คือ ไม่ควรออกกำลังกายที่ต้องออกแรงเกร็งหรือเบ่ง เช่น ยกน้ำหนักหรือต้องออกแรงกระแทก โดยเฉพาะที่ข้อเข่า เช่น การนั่งยองๆ ขึ้นลงบันไดสูง กระโดด นอกจากนี้ไม่ควรออกกำลังกายในที่มีอากาศร้อน อบอ้าว แดดจ้า ถ้ามีอาการไม่สบายหรืออ่อนเพลีย ต้องงดออกกำลังกาย

การออกกำลังของคนสูงอายุประโยชน์แต่ละวันที่ได้ยิ่งใหญ่ การออกกำลังสามารถทำ ได้ง่ายๆ ที่บ้าน หรือเพียงปรับเปลี่ยนแนวคิดพฤติกรรมใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าอยากจะหนีจากโรคภัยไข้เจ็บก็ไม่มีกิจกรรมใดที่สร้างสรรค์และเหมาะสมไปกว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมอีกแล้ว

ที่มา : www.dailynews.co.th

เผย"โรคสุกใส"ระบาด 2เดือน ป่วย 8 พันคน thaihealth

แฟ้มภาพ

ช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.ของทุกปี เป็นช่วงที่มักพบการระบาดของโรคสุกใส ในปีนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค.– 19 ก.พ.พบผู้ป่วยแล้ว 8,064 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.ของทุกปี เป็นช่วงที่มักพบการระบาดของโรคสุกใส ในปีนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค.– 19 ก.พ.พบผู้ป่วยแล้ว 8,064 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปไม่พบโรคแทรกซ้อน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางสมองและปอดบวมได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงแก่ชีวิต ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ผู้ที่กินยากดภูมิต้านทาน ทารกแรกเกิด สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงขอให้พบแพทย์เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ดังนั้นจึงได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์ระบาด โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่าย เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก เรือนจำ เป็นต้น และให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรค หากป่วยขอให้หยุดเรียน หยุดงานจนกว่าจะพ้นระยะการติดต่อคือแผลตกสะเก็ดและแห้งไป ส่วนใหญ่จะประมาณ 5 วันหลังเริ่มมีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า โรคสุกใสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เป็นโรคงูสวัด โดยเชื้อจะกระจายตัวอยู่ในอากาศ ติดต่อทางการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย การคลุกคลีใกล้ชิด สัมผัสน้ำเหลืองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังของผู้ป่วย หลังรับเชื้อประมาณ 10 - 20 วัน จะเริ่มเกิดอาการ มีไข้ต่ำๆ ต่อมาจะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว โดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสในวันที่ 2-3 วัน หลังจากเริ่มมีไข้ หลังจากนั้นตุ่มจะเป็นหนอง เริ่มแห้งตกสะเก็ด รวมเวลา 5-20 วัน ผื่นอาจขึ้นในคอ ตา และในปาก เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่เชื้ออาจหลบอยู่ในปมประสาทและมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้ภายหลัง ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล เวลาไอ จามปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้ง หลีกเลี่ยงสถานที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ควรแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟ

6 ทักษะที่คนทำงานรุ่นใหม่ควรมี thaihealth

แฟ้มภาพ

                ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นของตลาดแรงงาน ประกอบกับจำนวนบัญฑิตจบใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ทำให้เกิดอัตราการว่างงานเป็นจำนวนมาก แล้วคนรุ่นใหม่จะพัฒนาตัวเองอย่างไรให้มีความพร้อมในแบบที่นายจ้างส่วนใหญ่ต้องการและเพิ่มโอกาสก้าวหน้าในชีวิตและการทำงาน ลองดู 6 ทักษะสำคัญที่ควรมี ที่เรานำมาฝากกัน

1.ความสามารถหลากหลาย จงเชื่อว่าชีวิตนี้เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว แต่เราทำอะไรได้หลากหลาย และมีความสามารถรอบด้านได้ ด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ลองเปิดรับโอกาสที่เข้ามา สุดท้ายอาจจะได้พบว่าเราทำอะไรได้อีกมากมายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น การเริ่มต้นทำงานในบริษัทเล็กๆ ที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้การทำงานทุกตำแหน่ง อย่ามองว่าเป็นงานหนักและเหนื่อย แต่ให้มองว่าเป็นโอกาสที่ดีจะได้เรียนรู้และฝึกตัวเองให้มีความสามารถรอบด้าน

2.การเข้าสังคม การทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก นับเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวที่สุดก็ว่าได้ เพราะผู้คนหลากนิสัยหลายความคิด โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง คิดเห็นไม่ตรงกันก็มีได้บ่อย หากเราเป็นคนปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ก็ช่วยให้การทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป ลองทำความเข้าใจถึงความต่างของผู้อื่น และรู้จักปล่อยวางกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ก็จะช่วยให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสบายใจ

6 ทักษะที่คนทำงานรุ่นใหม่ควรมี thaihealth

3.การปรับใช้ อย่ายึดติดกับการทำงานในรูปแบบเดิมๆ เปิดใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พร้อมรู้จักนำสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่มาปรับใช้พลิกแพลงให้เข้ากับการทำงาน โดยดึงสิ่งที่มีอยู่ทั้งทรัพยากรและความสามารถในตัวบุคคลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รับรองว่าโอกาสก้าวหน้าในการทำงานต้องอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

4.การใช้เทคโนโลยี นับเป็นความโชคดีของเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี การใช้จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องอัพเดทตัวเองให้ทันโลก และพยายามเพิ่มทักษะใหม่ๆ ด้านการใช้โปรแกรมต่างๆ นอกจากจะมีประโยชน์กับการทำงาน บางครั้งยังสามารถสร้างอาชีพเสริม หรือเพิ่มรายได้หากรู้จักนำมาใช้ให้ถูกวิธี

5.การคิดวิเคราะห์ ทุกวันนี้เรามีข้อมูลมหาศาลทั้งในโลกออนไลน์และโลกในสื่อออนไลน์ที่เป็นประโยชน์กับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร เทคนิคการตลาด ไวรัส กระแสใหม่ๆ และเรื่องราวต่างๆ รอบตัวที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หากรู้ทันข่าวสาร สามารถคิดวิเคราหะและมองสถานการณ์ได้อย่างเฉียบขาด จะเป็นประโยชน์ทั้งการทำงานและกับตัวเอง โดยแนะนำให้พยายามฝึกตั้งคำถาม ฝึกคิดอย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล พร้อมคาดการในอนาคตว่าควรจะเป็นไปแนวไหน จะช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ได้

6.ภาษา อีกทักษะสำคัญแห่งยุคที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้ ยุคนี้ต้องบอกว่าใครภาษาดียิ่งได้เปรียบ โดยเฉพาะการมีภาษาที่ 3 ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการของตลาด เช่น ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสามารถใข้ติดต่อสื่อสารได้ในระดับภาคธุรกิจจะยิ่งสร้างโอกาสในความก้าวหน้า

 

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก : หนังสือ ‘ผู้ใหญ่เปิดใจ ลูกหลาน (รัก) ปลอดภัย’ โดย สสส. และมูลนิธิแพธทูเฮลท์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

7 เรื่องเพศ พ่อแม่ควรรู้  thaihealth

‘เรื่องเพศ’ หากนำมาพูดคุยในที่สาธารณะอาจดูเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ทำให้วัยรุ่นส่วนใหญ่เลือกคุยในวงสนทนาเฉพาะกลุ่มเพื่อนสนิทเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้พวกเขาได้รับคำตอบที่ไม่ถูกต้องกลับไป แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากเรื่องเหล่านี้สามารถนำมาพูดคุยกันในครอบครัวได้อย่างเปิดเผย

จากผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จำนวนทั้งสิ้น 3,053 ตัวอย่าง ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2559 ที่ผ่านมาพบว่า ร้อยละ 68 ทั้งในเพศชายและหญิง คือการไม่มีความรู้เรื่องการป้องกันและการตั้งครรภ์ที่ถูกต้อง ถือเป็น 1 ใน 5 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสถานการณ์ ‘แม่วัยรุ่น’

การเรียนรู้เรื่องเพศในวัยเด็ก เป็นรากฐานที่สำคัญและส่งผลต่อการให้คุณค่า มุมมอง การตัดสินใจ และการเลือกใช้ชีวิตทางเพศของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้ ทีมเว็บไซต์ สสส.  จึงนำ 7 เรื่อง (เพศ) ที่พ่อแม่ควรรู้เพื่อเปิดใจคุยกับลูก มาฝากดังนี้ค่ะ

7 เรื่องเพศ พ่อแม่ควรรู้  thaihealth

1. เมื่อลูกชายฝันเปียก ควรชวนคุยด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติ ไม่ดุว่า หรือตีโพยตีพาย พ่อแม่อาจเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อนว่าฝันเปียกเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับผู้ชายทุกคน

2. เมื่อลูกพกถุงยางอนามัย ค่อยๆ หาโอกาสเปิดใจคุยกับลูก อาจเริ่มจากการพูดคุยว่าบังเอิญแม่เห็นถุงยางอนามัยอยู่ในห้อง ที่แม่ถามก็ไม่ได้จะดุหรือว่าเลย เพียงแต่อยากรู้ว่าได้มาอย่างไร หรือ ลูกมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการพกถุงยางอนามัยว่าอย่างไรบ้าง พร้อมสอนว่าการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ช่วยป้องกันการท้องไม่พร้อม ป้องกันโรคติดต่อที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ถุงยางอนามัยต้องไม่หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพ

3. เมื่อลูกเริ่มสนใจเพศตรงข้าม พ่อแม่ควรหาโอกาสสำคัญคุยกับลูก เพื่อเป็นการทำความรู้จัก สร้างความสนิทสนม และป้องกันลูกหันไปปรึกษากลุ่มเพื่อน  ด้วยการพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดุด่า หรือนิ่งเฉย

4. เมื่อลูกสาวมีตกขาว ให้อธิบายว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคน ตกขาวคือ มูกใสหรือข้น สีขาวๆ เหลืองๆ ที่ออกมาจากช่องคลอด ซึ่งแตกต่างกันไปในระหว่างช่วงรอบเดือน

5. เมื่อลูกชายสงสัยว่าอวัยวะเพศเปลี่ยนไป ให้อธิบายกับลูกไปว่า เมื่อมีสิ่งมากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ นั้นจะทำให้อวัยวะเพศชายเกิดการขยายและแข็งตัว

6. เมื่อลูกพาแฟนมาที่บ้าน พ่อแม่หลายคนยอมให้ลูกพาแฟนเข้าบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า ดีกว่าปล่อยให้ไปไกลหูไกลตา ทั้งนี้พ่อแม่ควรหาเวลาคุยกับลูกเพื่อให้รู้ว่าพ่อแม่เชื่อว่าลูกดูแลตัวเองและแฟนได้จริง และลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจในภายหลัง

7. เมื่อลูกมีแนวโน้มจะเป็นเพศทางเลือก ไม่ควรกีดกัน หรือดุด่าว่ากล่าว แต่ควรทำความเข้าใจว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนผิดปกติ แม้ว่าลูกจะเป็นเพศไหนก็สามารถเป็นคนดี  ไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมได้

7 เรื่องเพศ พ่อแม่ควรรู้  thaihealth

หากห้ามไม่ให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์อาจดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ดังนั้นการให้ความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงการป้องกันอย่างถูกวิธี มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดภาวะท้องไม่พร้อมในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างมาก เพราะ ‘ยิ่งพูดเร็วเท่าไหร่ ลูกก็จะปลอดภัยมากขึ้น แต่การพูดคุยจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดความไว้วางใจกันเสียก่อน โดยที่พ่อแม่รับฟัง ไม่ด่วนตัดบท หรือห้ามปรามตำหนิความคิดเห็นของเขา’

ที่มา : เว็บไซต์สยามรัฐ

เซ็กส์ไม่เซฟ เสี่ยงตับอักเสบบี thaihealth
แฟ้มภาพ

โรคตับอักเสบเป็นปัญหาสำคัญของสาธารณสุขทั่วโลก  เป็นภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลาย เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย  ไวรัส

แบ่งเป็นชนิดเอ บี ซี ดี อี และจี  ซึ่งแต่ละชนิดจะติดต่อและแพร่เชื้อแตกต่างกัน เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอี สามารถแพร่เชื้อทางอาหาร น้ำดื่ม ผักผลไม้ สัตว์น้ำจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงระบบสุขอนามัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะ  จึงควรรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ และล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมต่างๆ

ไวรัสตับอักเสบบี ซี ดีและจี พบเชื้อในเลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่ง น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้หลายทาง เช่น  เพศสัมพันธ์ ทางแม่สู่ลูก เป็นต้น ผู้ป่วยต้องรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์เคร่งครัด เพราะก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้

โรคตับอักเสบที่คนไทยป่วยกันมากและมีภาวะอักเสบเรื้อรัง คือชนิดบี พบสถิติผู้ป่วยมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในกระแสเลือดถึงร้อยละ7ของประชากรทั้งหมดหรือประมาณ9ล้านคน

ขณะทั่วโลกพบว่ามีผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดนี้มากกว่า350ล้านคน สิ่งที่น่ากลัวของไวรัสชนิดบีคือ เมื่อเชื้อเข้าร่างกาย จะไม่แสดงอาการใดๆ อาจมีไข้ ปวดเมื่อย ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัด

การป้องกันโรคตับอักเสบเบื้องต้นคือ กินอาหารปรุงสุกใหม่-ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีคุณสมบัติบำรุงตับ เช่น กะหล่ำปลี แครอท ลิ้นจี่ หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆดิบๆ  ไขมันสูง ดื่มน้ำสะอาดโดยต้มให้เดือด  คุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-บุหรี่

ที่สำคัญใช้ช้อนกลางเวลารับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นและไม่ใช้ของมีคมหรือแปรงสีฟันร่วมกัน สวมทุกยางอนามัยทุกครั้งก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพราะไวรัสตับอักเสบบีติดต่อได้จากสารคัดหลั่ง น้ำอสุจิ

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ2ชนิด คือ เอ และบี ฉีดในผู้ที่ยังไม่เคยรับเชื้อมาก่อน โดยก่อนฉีดจะต้องตรวจร่างกาย เพื่อดูว่าเคยได้รับเชื้อมาก่อนหรือมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่ติดเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันแพทย์จะให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่อไป...

วัยรุ่นเลือกได้
 

          ใกล้วาเลนไทน์เข้าไปทุกที  กับคำว่า "วันเสียตัวแห่งชาติ"

          นิด้าโพล ปี 2556 เผยวัยรุ่นไทย 52.64% ให้ความสำคัญวันวาเลนไทน์  และ 27.36% ยอมมีเพศสัมพันธ์กับแฟน  

          ผ่านมาสี่ปี ไม่รู้ว่าตัวเลขนี้จะขยับมากขึ้นอีกเท่าไร…และคนที่หนักใจมากที่สุดน่าจะเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ แต่รู้ไหมว่าคุณสามารถบอกให้ลูกหลานคุณทราบว่า พวกเขาเลือกได้ ! และสำหรับวัยรุ่นไทย ถึงคราวแล้วละที่จะลบสถิติที่ว่าวัยรุ่น 65% ไม่รู้จักวิธีคุมกำเนิด…

          เราอยากให้คุณดูคลิปนี้…เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ขณะอยู่กันลำพัง เด็กหนุ่มเลยเล่นปูไต่บอกอ้อม ๆ กับเด็กสาวว่า "วันนี้พ่อแม่เราไปค้างต่างจังหวัด" ช่วงขณะที่อารมณ์กับเหตุผลกำลังต่อรองกัน เด็กสาวเขินอาย หายใจแรงขึ้น…แรงขึ้น และก่อนที่อารมณ์จะมาก่อน เหตุผลที่ว่ามีโอกาสสูงมาก ที่เธอจะเป็นแม่วัยใสก็ฟาดหน้าเข้าอย่างจัง…

          เพราะวัย 10-18 ปี ทั้งชายและหญิงคือช่วงวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน ผู้ชายเริ่มมีน้ำอสุจิ และ 2 สิ่งนี้คือสัญญาณความพร้อมของการเป็น "พ่อและแม่" แต่มีทางเลือกต่อไปนี้ที่วัยรุ่นเลือกได้

          1. ไม่มีเซ็กส์  2. ใช้ถุงยางอนามัย  3. ทานยาคุมกำเนิด

          หากคุณเป็นพ่อแม่ นี่คือคลิปที่คุณอยากดู และหากคุณเป็นวัยรุ่น…เชื่อเถอะว่า ดูแล้ว คุณจะเชื่อว่าตัวเองเลือกได้จริง ๆ

ข้อมูลโดย หนังสือ เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่

เรียบเรียงโดย แพรวพรรณ สุริวงศ์ Team Content www.thaihealth.or.th

10 เคล็ดลับ การเป็นพ่อแม่ที่ดี thaihealth

แฟ้มภาพ

“หัวใจสำคัญของการกล่อมเกลาเด็กให้เป็นคนดี คือปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างเด็กกับคนรอบข้าง และปฏิสัมพันธ์ที่ดีนั้นไม่เพียงช่วยให้เด็กเป็นคนดีเท่านั้น ยังช่วยให้ผู้ใหญ่พัฒนาเป็นคนดีด้วย” อีกหนึ่งใจความสำคัญที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “เลี้ยงลูก ยิ่งใหญ่” เพื่อเป็นคำเตือนให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ได้เรียนรู้และพัฒนาคนเองไปพร้อมกันกับลูกรัก

วันนี้ เว็บไซต์ สสส. จะพามาเรียนรู้ 10 บทบทบาท ของพ่อแม่ที่มีผลต่อความสุข สุขภาพและความสำเร็จ ผ่านการตีความจากบทความชื่อ “What Makes A Good Parent” โดย Robert Epstein นักวิจัยด้านจิตวิทยา เพื่อนำมาสรุปทักษะสำคัญ 10 อย่าง ของการเป็นพ่อแม่ที่ดี แล้วนำไปถามพ่อหรือแม่ 2,000 คน ซึ่งสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้

1.แสดงความรักความผูกพันด้วยการกอด บอกรักและมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน

2.จัดการความเครียด ทั้งของตนเองและของลูก โดยฝึกเทคนิคผ่อนคลายและฝึกตีความเหตุการณ์ด้วยมุมมองเชิงบวก

3.ทักษะด้านความสัมพันธ์ โดยธำรงความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่สมรสหรือคู่ที่หย่ากันไปแล้ว ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

4.ความอิสระและเป็นตัวของตัวเอง ปฏิบัติต่อลูกอย่างมีความนับถือ สิ่งเสริมให้ลูกช่วยตัวเองและพึ่งพาตนเองได้

5.การศึกษาและการเรียนรู้ ส่งเสริมและเป็นตัวอย่างของการเรียนรู้ และให้โอกาสทางการศึกษา

6.ทักษะชีวิต ให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีการวางแผนอนาคต

7.การจัดการพฤติกรร โดยเน้นการเสริมแรงเชิงบวก ใช้การลงโทษเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

8.สุขภาพ สร้างลีลาชีวิตและนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

9.ศาสนา ส่งเสริมพัฒนาการด้านจิตวิญญาณและศาสนา และเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา

10.ความปลอดภัย ปกป้องความปลอดภัยให้ลูกอย่างระมัดระวัง โดยรับรู้การทำกิจกรรมและเพื่อนๆ ของลูก

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกๆ มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ สังคม สติปัญญา ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลูกน้อยประสบความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีของคนไทยทุกคน อีกทั้งยังขับเคลื่อนกิจรรมด้านสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

?คอยื่น หลังค่อม?ภัยแฝงเมื่อติดสมาร์ทโฟน thaihealth

แฟ้มภาพ

นอกจากส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจสำหรับการติดสมาร์ทโฟนเกินขอบเขตความพอดี ภัยและโทษของยุคดิจิตอลยุคใหม่ยังส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพอีกด้วย ซึ่งล่าสุดภัยแฝงที่ส่งผลต่อร่างกายที่กำลังพบมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก คือ “Forward head posture” หรือ “โรคคอยื่น” เป็นอาการที่กระดูกสันหลังส่วนคอยื่่นออกไปข้างหน้ามากกว่าปกติ ส่งผลให้บริเวณคอและไหล่ต้องรับแรงกดทับมาก และแรงกดดันที่เส้นประสาทจะทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงเรื้อรังได้ 

โดยโรค Forward head posture เกิดจากสาเหตุที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง อันเป็นผลจากขาดการออกกำลังกายและจากไลฟ์สไตล์ชีวิตสังคมก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ติดต่อกันนาน ๆ เป็นประจำ การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ โดยไม่มีการพัก รวมไปถึงการแบกสะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากเกินไปเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งทำกล้ามเนื้อถูกใช้งานในลักษณะเดียว (แบบอาการนิ้วล็อค) โดยเฉพาะบริเวณลำคอ ทำให้คอยื่นไปข้างหน้าผิดปกติ

เกิดผลกระทบต่อตั้งแต่เล็กน้อย เช่น อาการปวดหลังปวดไหล่เรื้อรัง ไหล่หอ ขากรรไกรเคลื่อน-ค้างและเจ็บบริเวณขากรรไกร ปวดศีรษะ ชาตามแขนและมือ เจ็บหน้าอก ไปจนถึงผลร้ายที่ทำให้ร่างกายอาจเสียการทรงตัวได้ง่ายกว่าเดิมเพราะเมื่อกล้ามเนื้อผิดรูปทำกระดูกสันหลังส่วนบนทำให้เอนไปที่ด้านหลัง ยาวไปจนถึงกระดูกสะโพกเอียงมาด้านหน้าทำให้ลักษณะการยืนและการเดินผิดปกติ เตี้ยลง และหมอนรองกระดูกเสื่อม 

เลิกก้มหน้า ใช้ในระยะเวลาที่เหมาะสม

ไม่ว่าจะทำงานหรือเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนควรวางหน้าจอให้ห่างจากดวงตาประมาณ 18-24 นิ้ว ให้ระดับหน้าจอสูงในระดับสายตา เพื่อให้ศีรษะอยู่ในลักษณะตรงเวลา ไม่ควรก้มหรือเงยเป็นเวลานาน ๆ ทั้งนี้ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ควรมีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ อาทินั่งหลังตรงแล้วหงายคอ ก้นหน้า และไปด้านหลัง ด้านข้างซ้ายและขวา เป็นระยะเวลา 5 วินาที ประมาณ 10 ครั้ง หรือมากกว่านั้น จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณคอมีความยืดหยุ่น หรือลุกเดินขยับร่างกายในท่าการบริหารการออกกำลังกายเบื้องต้นก็จะยิ่งช่วยให้กล้ามเนื้อต่างๆ ได้ผ่อนคลายแถมสุขภาพดีอีกด้วย

ปรับไลฟ์สไตล์ชีวิต 

วิธีแก้ไขและป้องกันอีกวิธีหนึ่งก็คือ การออกกำลังกาย เพราะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง อีกทั้งท่าออกกำลังกายบางท่ายังถือเป็นการช่วยจัดเรียงกระดูกไม่ให้ผิดรูป ให้กระดูกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งวิธีบริหารคอให้แข็งแรงและช่วยจัดกระดูก มีด้วยกัน 3 ท่าด้วยกัน ซึ่งสามารถทำได้ทุกเวลา

โดยท่าที่ 1.ยกแขนข้างขวาขึ้น เอามือมาวางบนกระดูกสันหลังบริเวณหลังคอ โดยให้ศอกชี้ขึ้นบน จากนั้นหันหน้าไปฝั่งตรงกันข้ามกับแขนแล้วเหลือบตามองต่ำโดยที่คอยังยืดตรง ค้างท่าไว้ พร้อมกับหายใจเข้าและออกช้าๆ ทำซ้ำ 3 ครั้ง ทั้ง 2 ข้าง

ท่าที่ 2. ให้เรานอนหงายลงกับพื้น โดยให้ไหล่กับศีรษะชิดพื้น จากนั้นให้ชันเข่าขึ้นมาโดยให้หน้ามองตรงขึ้นไปด้านบน ก่อนจะยกศีรษะขึ้นโดยเกร็งคอไว้พร้อมกับค้างและหายใจเข้าออก ทำซ้ำกันทั้งหมด 3 เซต

ท่าที่ 3. ท่าสุดท้ายให้เราเปลี่ยนจากนอนหงายเป็นนอนคว่ำหน้า แล้ววางมือประสานกันบนพื้น วางหน้าผากลงบนมือ เกร็งคอตรง แล้วยกศีรษะขึ้นค้าง จากนั้นนับ 1-10 แล้วคลายท่า ทำในจำนวนเซตที่เท่ากันกับท่าที่ 2

นอกจากการออกกำลังกายการปรับไลฟ์สไตล์ชีวิตนั้น ควรหลีกเลี่ยงการแบกกระเป๋าสะพายหลังที่ไม่เหมาะสมด้วย (น้ำหนักที่เหมาะสมควรไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก) และหลีกเลี่ยงการสะพายกระเป๋าด้วยไหล่ข้างเดียว เพราะจะทำให้ไหล่รับน้ำหนักจนอาจได้รับการบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตามควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการวินิจฉัยอาการอย่างละเอียด เพื่อรู้ระดับอาการป่วยและสามารถกำหนดทิศทางรูปแบบการทำกายภาพบำบัดที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะแม้ว่าอาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่หากปล่อยเรื้อรังนอกจากจะเสียบุคลิกภาพ ยังส่งผลร้ายต่อสุขภาพโดยรวมต่อร่างกายที่อาจแทรกซ้อนในอนาคต

ที่มา : สำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ป้องกันและชะลอการเสื่อมของไต thaihealth

โรคไต เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติที่บริเวณไต ที่พบมากคือ โรคไตวายเฉียบพลัน ไตวายเรื้อรังจากโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง โรคไตอักเสบจากโรคเอสแอลอี โรคถุงน้ำที่ไต โรคนิ่ว เป็นต้น

การป้องกันและชะลอการเสื่อมของไต

1. ลดการรับประทานอาหารเค็ม โดยหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น น้ำปลาพริก พริกเกลือ เป็นต้น ลด เลิก การใช้ผงชูรส ผงปรุงรสในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงการนำอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อบแห้ง หรือแช่อิ่มประกอบอาหารเพราะมีปริมาณเกลือสูง ลดความถี่ในการรับประทานอาหารที่มีน้ำจิ้ม เช่น สุกี่ หมูกระทะ หรือลดปริมาณน้ำจิ้มและเครื่องปรุงรสให้น้อยลง

2. เลิกสูบบุหรี่ งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์

3. หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดหรือยาชุดรับประทานเอง

4. ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ วันละ 6-8 แก้ว

5. ออกกำลังกายพอสมควร สม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

6. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน หรือโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ครีม เป็นต้น

7. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

8. สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ที่ 130/80 มม.ปรอท ระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่า 130 มก./ดล. (HbA1C < 7%) ระดับไขมันในเลือดให้ระดับ LDL น้อยกว่า 100 มก./ดล. หรือระดับโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 200 มก./ดล

ที่มา : หนังสือพิมพ์ M2F โดย กมลชนก ปานใจ

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

จงเลิกนิสัย ขโมยความสุขและความสำเร็จ thaihealth

นิสัยขโมยความสุขและความสำเร็จที่คุณต้องเลิกด่วน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่านิสัยประเภท Fixed Mind กรอบความคิดแคบๆ มาดูกันว่าเราเป็นคนที่ Fixed Mind หรือ Open Mind แล้วควรรับมือแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

เลิกเครียด

ความเครียดความหงุดหงิดเล็กน้อยไม่อาจฆ่าเรา แต่ถ้าบ่อยหรือเรื้อรังก็เพิ่มความเสี่ยงของโรคต่างๆ มากมาย เชื่อเถอะว่าการพักผ่อน นอน สร้างมิตรภาพ และออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามธรรมชาติเสียบ้าง จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น คุณควรค่ากับสิ่งดีๆ เหล่านั้น

อย่าเอาความสุขของคุณไปผูกไว้กับปัจจัยภายนอก

คนบางคนหาใครสักคนมารักและเติมเต็มชีวิต แต่ความสุขไม่ได้มาจากการนั่งรอใครสักคน และพอเราไม่เจอใครคนนั้นก็มานั่งทุกข์ เราควรจะเติมเต็มตัวเองให้เต็ม เช่น การอ่านหนังสือดีๆ การออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ชอบทำ โฟกัสแต่สิ่งดีๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกมีคุณค่าและมีความสุข

เลิกมองหาแต่ความพอใจแบบฉาบฉวย แต่จงโฟกัสความพอใจแบบยั่งยืน

อย่าใช้ชีวิตแบบบ้าคลั่งโดยไม่มีการเรียนรู้อะไรเลย เราควรเรียนรู้เรื่องต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นทางด้านจิตใจ ฝึกเป็นคนที่มั่นคง มั่นใจ และสงบ เพราะในระยะยาวคุณจะพบว่าคุณกลายเป็นคนที่มีความสุขและเติมเต็มให้ตัวเองมากที่สุด

จงเลิกโฟกัสแต่ความรู้สึกเกลียดชัง

อย่าปล่อยความเกลียดจนไม่มีเวลาที่จะรักหรือเหลือพื้นที่ให้ความรัก สุดท้ายความเกลียดจะอยู่ในหัวใจอย่างถาวร จงกำจัดความเกลียดชังแล้วหันมาสนใจในเรื่องการมอบความรักความเมตตาต่อผู้อื่นแทน ควรลดความโกรธ ปล่อยความขุ่นข้องให้หายไป เข้าใจธรรมชาติของผู้คน ถ้าไม่เข้าใจก็แค่ต้องให้อภัย ปล่อยคนที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ให้ออกไปจากชีวิต แล้วดูแลคนที่ทำให้เรามีความสุข

เลิกเกลียดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยเรื่องสุขภาพด้านจิตใจอีกด้วย เช่น ช่วยปรับอารมณ์ ทำให้เรามีความสุข ช่วยเรื่องการนอนหลับพักผ่อนที่ดีขึ้น ช่วยทำให้เรามั่นใจ ก็ลองหันมาออกกำลังกายเอาความรู้สึกลบๆ มาเป็นพลังและใช้ไปกับการออกกำลังกายดีกว่า

เลิกเสพติด เลิกสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกาย

บุหรี่ ยา ของหวาน เหล้า เกม มือถือ และยังมีอีกหลากสิ่งที่หากคุณได้ลองติดแล้วจะส่งผลต่อร่างกายของคุณ ไม่ว่าจะอ่อนเพลีย เจ็บปวด อ่อนแอ หรือเป็นโรคต่างๆ ร่างกายของเราคือที่พักพิงของเรา คือบ้านของเราตลอดชีวิต เราควรที่จะดูแลรักษาและมีความรับผิดชอบต่อตนเอง แล้วคุณจะมีเวลาในชีวิตมากขึ้น

C O P Y - R I G H T @ 2 0 1 6   P R A S A T - H O S P I T A L   D E V  B Y  :  K I A T T H A N A P A T